วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

TL: อีแม่น้องถุงทอง เล่ม 15 ตอนที่ 4: ความสามารถที่แท้จริง! แปลโดย อีแม่น้องถุงทอง

TL: อีแม่น้องถุงทอง เล่ม 15 ตอนที่ 4: ความสามารถที่แท้จริง! แปลโดย อีแม่น้องถุงทอง  

- คุณได้ก้าวสู่เข้าดันเจี้ยนครามาดอร์เป็นคนแรก

โบนัส: ค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นสำหรับหนึ่งสัปดาห์ , อัตราการดรอปไอเทมเพิ่มขึ้น 2 เท่า 

(ระยะเวลาที่เหลือ 6 วัน 11 ชั่วโมง)

วีดไม่ได้รับข้อความสำหรับการสำรวจครั้งแรกที่ดันเจี้ยนครามาดอร์ เพราะเขามาหลังจากที่ปาร์ตี้ของ
เฮเกล (Hegel) มาถึงก่อนหน้านี้ แต่เวลาได้ผ่านไปเนิ่นนานและมอนสเตอร์ที่อยู่ในดันเจี้ยนได้เกิดใหม่แล้ว มอนสเตอร์รูปร่างผอมเพรียวคล้ายกับตะกวดสีขาวได้ส่งเสียงร้องอยู่เป็นระยะ

"ไนด์ (Nide) ต้องเจอปัญหามากแน่ๆ กว่าจะค้นพบดันเจี้ยนนี้."

แม้กระทั่งพวกดาร์กเกมเมอร์ที่หาเงินในรอยัลโร้ดได้จากการสะกดรอยและค้นหาเบาะแสต่างๆ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะค้นพบดันเจี้ยนใหม่ได้เลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปภาคกลาง
วีดสามารถจินตนาการถึงความยากลำบากของไนด์ (Nide) ในที่ที่มืดสลัวแบบนี้
หนังสือ เรื่องพิสดารของกิลดราส! (Gildras 'Book of Strange Stories!) ถ้าไม่ได้หนังสือเล่มนั้นล่ะก็ คงจะยากที่จะหาดันเจี้ยนนี้จนพบ ป่าแห่งต้นไม้ไร้ชีพ (The Forest of Dried Trees) ไม่ได้จัดว่าเป็นพื้นที่ออกล่าที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะพวกโกรวเลอร์ ชอบเพ่นพ่านในเวลากลางคืน

"สุดท้ายแล้วคุณต้องอ่านหนังสือให้หลากหลายเข้าไว้."

สำหรับงานวรรณกรรม หนังสือประวัติศาสตร์ ชีวประวัติและตำราทางเศรษฐศาสตร์ หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผลงานที่มีคุณค่าทางวรรณกรรมเพียงหมวดเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วีดไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า นอกเหนือจากหนังสือต่างประเทศพวกนี้ที่เป็นวรรณกรรมล้ำค่า ยังมีหนังสือแบบไหนอีก

- หนังสือปกขาว! (tl note: ใครเคยอ่าน ยกมือ) (Admin: หนังสือโป๊น่ะแหละ 555)

มีหลายสิ่งนับไม่ถ้วนที่คุณสามารถเรียนรู้จากการอ่านหนังสือปกขาว มันสามารถจุดประกายไฟอันเร่าร้อนในทรวงอกของเหล่าชายฉกรรจ์ แล้วยังจะมีหนังสืออื่นๆ ที่ทำให้เกิดสมาธิเป็นหนึ่งเดียวดั่งเช่นหนังสือปกขาวหรือไม่? แน่นอนว่า....ไม่มี! 

ขณะที่กวาดสายตาผ่านแต่ละตัวอักษร สมองก็ตกอยู่ในจินตนาการอันพรั่งพรูดื่มด่ำถึงอิริยาบถในท่าทางต่างๆ อย่างไม่รู้จบ ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่ได้เติมเต็มหนึ่งในเจ็ดความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษยชาติ! อย่างไรก็ตามแม้หนังสือปกขาวยังมีความหลากหลายของตัวมันเอง มีสิ่งมากมายที่จะเรียนรู้จากความทุกข์ทรมานของตัวเอก ความขัดแย้งภายในและการก่อตัวต่ออันรุนแรงของความอยากที่พลุ่งพล่านภายในจิตใจ กิลดราส (gildras) เองนั้นเป็นคนหนึ่งที่ได้รับความรู้พื้นฐานจากนิยายอีโรติค! เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มสาว ไม่ใช่ทุกคนหรอกหรือที่เจอกับประสบการณ์อันขมขื่นหลังจากอ่านจนเหลืออีกเพียงไม่กี่หน้ากระดาษให้อ่าน? คงไม่มีนักเรียนคนไหนหรอก ที่รู้สึกเศร้าใจตอนอ่านหนังสือเรียนเหลืออีกไม่กี่หน้า ดังนั้นจากหนังสือปกขาว เราได้เรียนรู้ที่จะหาความสำราญจากเหล่าหนังสือ

"หนังสือนั้นมีค่าอย่างแท้จริง."

วีดรู้สึกยินดีเมื่อเขาเห็นหนังสือนิยายของกิลดราส หนังสือนั้นถูกจัดอยู่ในหมวดจิปาถะและมีการซื้อขายแม้แต่ในสมาคมดาร์กเกมเมอร์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหนังสือเหล่านี้ถูกขายไปในราคาที่สูงกว่าสารานุกรม ดังนั้นวีดจึงไม่สามารถมองข้ามมูลค่าของมันไปได้เลย. ภายใต้เสื้อคลุมของวีด ปีกแห่งแสงได้ถูกสยายออกอย่างสว่างไสว ถึงแม้ว่าปีกจะกางออกภายในถ้ำ มันไม่ได้จะใช้เพื่อบินไปในท้องฟ้า แต่วีดจะใช้ปีกในการบินความเร็วสูง ชนิดที่ทำให้คอหักได้เลยทีเดียว.

"เคล็ดมีดแกะสลักแสงจันทร์." (moon light sculpting blade) 

วีดเหวี่ยงดาบไปด้วยในขณะที่เขาบินภายในดันเจี้ยน เพียงพริบตาเดียวในขณะที่บินผ่านมอนสเตอร์ วีดฟันเข้าไปยังจุดอ่อนของพวกมันได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ! (tl note: กันดั้มวิงหรา)

เพราะวีดบินด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ เวลาที่เขาเห็นมอนสเตอร์ มันก็แทบเฉียดปลายจมูกแล้ว วีดเหวี่ยงดาบของเขาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะลดจำนวนมอนสเตอร์ หากไม่คำนึงถึงความจริงที่ว่าอัศวินจะไม่กล้าขี่ม้าของพวกเขาภายในทางแคบแล้ว 

การกางปีกบินที่ความเร็วดั่งสายฟ้าแลบมันก็บ้าบิ่นพอที่จะเรียกว่าบ้า ความเร็วขนาดนี้มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหลบ เพียงพริบตาเขาจะได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงถ้าวีดจะชนเข้ากับกำแพง ถึงแม้จะมีสมาธิเต็มร้อย คนๆ นั้นต้องเป็นคนบ้าที่จะบินอย่างรวดเร็วภายในสถานที่แคบ ๆ อย่างไรก็คำว่าสามัญสำนึก คงใช้ไม่ได้กับวีด ไม่มีสูตรสำเร็จในการออกล่า มอนสเตอร์ต้องโดนกำจัดโดยไม่เลือกวิธีการ!
วิธีการอะไรก็ได้ตราบใดที่มันจัดการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นแม้จะบินที่ความเร็วสูงด้วยปีกแห่งแสงที่แผ่กว้างภายในทางเดินแคบๆ ของดันเจี้ยน

ในขณะที่วีดฟันมอนสเตอร์ก็เป็นวิธีการที่วีดไม่ได้คาดคิดมาก่อน แม้ว่าวีดจะไม่ได้มีปีกแห่งแสงมาก่อน และแม้ว่ามอนสเตอร์ที่อยู่ภายในดันเจี้ยนครามาดอร์ค่อนข้างอ่อนแอ ก็ไม่ใช่ความคิดที่ใครจะทำกันง่ายๆ ถ้าสมมุติว่าการตอบสนองและสัญชาตญาณของพวกเขาเฉียบคมไปถึงระดับที่เหนือมนุษย์แล้วล่ะก็ มันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่คนจะกล้าบ้าบิ่นพอที่จะพยายามลองทำ
นอกเสียจากพวกเขาจะมีความมั่นใจในการควบคุมร่างกายและดาบของพวกเขา! 

แม้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่วีดคิดวิธีนี้และลองซ้อมดู

"นี่มันเจ๋งแฮะ ถ้าเกิดเอ๋อขึ้นมาตอนบินล่ะก็ ถึงตายได้ตลอดเวลาเลยนะเนี่ย"

เส้นทางที่ไม่เพียงแค่ทางตรงเท่านั้น ความหวาดกลัวที่ทำให้หัวใจของวีดหล่นไปที่ตาตุ่มทุกครั้งที่วีดมีการเปลี่ยนทิศทาง

"ถ้าดริฟเข้ากับกำแพง มีหวังได้เละเป็นโจ๊กแหงม"

"แต่ถ้าสำเร็จล่ะก็..."

เลือดของวีดพลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้นสุดๆ ดูเหมือนวีดคิดว่า สิ่งที่เขาทำนั้นแสนธรรมดาเหมือนการกินข้าวเท่านั้นเอง

"โอยยย..นี่มันชักจะเวียนหัวแล้วจริงๆ แล้วนะ สงสัยเพราะร่างคนแคระ นี่เราคิดอะไรโง่ๆ ที่บินด้วยร่างกายแบบนี้ แถมยังเมาอยู่ด้วย" (tl note: เมาไม่บินดิวีด 55)

วีดกำลังบินขณะกำลังเมา แม้ขณะสถานการณ์เฉียดตาย ก็ยังไม่ทำให้วีดได้สติกลับมา

"ซิ่งไปเร้ยยย!" (Admin: ไปเลยแม๊กนั่มผิดๆ 555)

แป๊ปเดียวเท่านั้น วีดได้พบทางที่มุ่งมายังชั้นสองใต้ดินของดันเจี้ยนครามาดอร์เป็นที่เรียบร้อย ด้วยการบินฝ่าฝูงมอนสเตอร์อย่างรวดเร็ว วีดกระซิบหารูมิในทันที

- ยังอยู่ดีมั้ยครับ? ยังมีชีวิตอยู่ม้ายยย?

- พวกเรายังไม่ตาย แต่ก็ร่อแร่แร้ววว

- แล้วนี่เสีย HP ไปเท่าไหร่ครับ?

- ประมาณ 55% เราคิดว่าอีก 30 นาทีคงตายชัวร์

- อ่าว จริงดิ?

แทนที่วีดจะมุ่งหน้าลงไปยังชั้นสองของดันเจี้ยน วีดหันกลับ หันกลับเพื่อไปสังหารหมู่มอนสเตอร์!

"ก็ยังพอมีเวลาอยู่นี่นา"

วีดกางปีกแห่งแสงออกแล้วบินย้อนกลับไปทางเดิมด้วยความเร็วที่สูงกว่าขามา ย้อนกลับไปเก็บไอเท็ม (loot) ด้วยความเร็วเสียง! มันต้องเป็นวีด วีดผู้ไม่เคยทิ้ง(ไอเทม)อะไรไว้เบื้องหลัง

***

มอนสเตอร์ในชั้นสองนี้ ไม่ค่อยต่างจากชั้นแรกสักเท่าไรนัก จริงๆแล้ว ทางเดินที่ชั้นสองนี้กว้างขึ้นกว่าเดิม

"ฟ้าวววววววว"
วีดบินต่อไปด้วยความเร็วสูง ในเวลานั้นเอง วีดเห็นแสงสีขาวที่ทางออกสว่างขึ้นมาก็ได้บินทะลุเข้าไป
ก่อนที่พวกมอนสเตอร์จะอ้าปากแยกเขี้ยวเพื่อโจมตีด้วยการพ่นเมือกใส่ศัตรู ดาบของวีดก็ได้เสียบเข้าที่ตัวมันเรียบร้อยแล้ว (tl note: เหมือนพ่นเสลดโจมตีแหงม =.=")

ตริ้ง!

- การโจมตีติดคริติคอล

- ความเร็วได้เพิ่มความเสียหายเพิ่มอีก 382%

ความเร็ว!

ถ้าสามารถฟันไปที่จุดอ่อนได้ภายในดาบเดียวล่ะก็ นี่นับว่าเป็นเทคนิคที่มีประโยชน์จริงๆ อย่างไรก็ตาม หากมอนสเตอร์สามารถทนการโจมตีแบบนั้นได้คงมีปัญหาไม่น้อย การโจมตีแบบนี้จึงต้องใช้เลเวลและสมาธิขั้นสูง แต่ทางเดินนี้ก็แคบพอที่การถูกโจมตีกลับนั้นทำได้ยาก 

วีดบ่นไปพลางขณะบิน

"นี่เรา จริงๆ แล้วเป็นเพียงประติมากรขั้นกลาง ถ้าหากแกะสลักปีกนี่ได้มาก่อนหน้านี้ ที่ผ่านมาคงลุยดันเจี้ยนได้ไวกว่าเก่าเยอะแน่!"

แต่วิธีนี้ก็ใช้ไม่ได้ตลอด ดันเจี้ยนแต่ละแห่งนั้นมีสภาพที่แตกต่างกัน ในดันเจี้ยนที่มีพื้นที่กว้าง ก็อาจบินไปมาได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีของเหล่ามอนสเตอร์ที่สามารถโจมตีในระยะไกลได้ ความเร็วในการบินก็ล่อฝนลูกธนูให้พุ่งเข้าหา 

วีดคงตายเพราะความเร็วและบาดแผลฉกรรจ์! แล้วยังมีพวกมอนสเตอร์ที่รอดจากการโจมตีของวีดในครั้งแรก ถ้าวีดจะกลับมาฟันซ้ำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ความคิดเหล่านี้ได้แว่บเข้ามาในหัวของวีดขณะที่เห็นฝูงมอนสเตอร์อยู่รวมกันในดันเจี้ยนครามาดอร์ ถึงแม้ว่าวีดจะทำสำเร็จ แต่ก็ยังไม่วายที่จะตำหนิตัวเองถึงความสัพเพร่าในเรื่องนี้ 

หลังจากที่เก็บกวาดชั้นสองแล้ว วีดมุ่งหน้าไปยังชั้นสาม แต่ก็ยังไม่วายจะหันไปมองว่าเก็บไอเทมมาหมดรึยัง

ขณะที่บินอยู่กลางอากาศ กับดักต่างๆ แม้แต่กับดักเวทย์ก็ไม่สามารถจะทำอันตรายกับวีดได้ ก่อนที่กับดักจะทำงาน วีดก็บินผ่านไปเรียบร้อยแล้ว

"ครืนนนนนนนนน"

เสียงที่ดังสนั่นมาจากด้านหลัง กับดักก้อนหินขนาดยักษ์ที่เฮเกล (Hegel) กลัวหนักหนากำลังกลิ้งตรงมาด้วยความเร็ว ถึงแม้ก้อนหินนั่นจะกลิ้งตามมา แต่วีดก็ยังบินเร็วกว่า ขนาดที่แซงทิ้งไม่เห็นฝุ่น (tl note: กดไนตรัสหรา)

วีดรอคอยจนก้อนหินยักษ์กลิ้งเข้ามาหาในระยะใกล้

"หวังว่าเจ้าหินนี่จะกลิ้งไปจนเจอทางออกจากเขาวงกตนี้ได้นะ"

วีดได้ยินรูมิ (Rumi) เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่าพวกเขาโดนกับดักอะไรมาบ้าง แต่ก้อยังมีเรื่องที่วีดคิดว่าน่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง ขณะเดียวกันวีดได้คิดถึงวิธีการที่จะช่วยชีวิตพวกเขาออกมาด้วย ไม่นานนัก วีดได้เห็นทางเดินตรงที่ก้อนหินยักษ์ได้กลิ้งพังทางลงมาติดอยู่ตรงนั้นเอง

"รูมิต้องอยู่อีกฝั่งนึงของก้อนหินแน่ๆ"

วีดสูดหายในพร้อมกับกางปีกออก ไม่ว่าจะมองยังไง มันไม่มีทางที่จะทำลายก้อนหินยักษ์ขนาดสิบเมตรนี่ได้เลย ถึงแม้วีดจะบินด้วยความเร็วสูงเพื่อเพิ่มพลังในการโจมตี แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หินจะไม่แตก และตัววีดเองก็คงเละเหมือนแมลงวันติดกำแพง แต่ถ้ารอดไปได้ ก้อนหินยักษ์ที่เหลือก็กลิ้งมาทับแบนอยู่ดี

"นี่ไม่ดีแน่"

วีดล้วงมือไปหยิบรูปสลักระดับผลงานชั้นดี (Fine Piece) ที่ได้แกะสลักขึ้น ณ อาณาจักรธอร์ มันเป็นรูปสลักของนักเดินทางหญิงที่กำลังหัวเราะอย่างมีความสุข

วีดบิดคอของประติมากรรมอย่างไร้ความปราณี

"ประติมากรรมวินาศ! เพิ่มค่าสถานะลงในความแข็งแกร่ง (Strenght)! "

- คุณได้ใช้ประติมากรรมวินาศ ความเจ็บปวดจากการทำลายรูปปั้นระดับดี! ความโศกเศร้า!

5 ค่าสถานะศิลปะได้รับการสูญเสียอย่างถาวร เกียรติยศได้ลดลง 100

สำหรับวันเดียวเท่านั้น ค่าสถานะศิลปะได้ถูกแปลงเป็นค่าสถานะความแข็งแกร่งในอัตราส่วน 1: 4

ค่าสถานะทางชื่อเสียงและศิลปะของวีด ถูกเปลี่ยนเป็นค่าความแข็งแกร่ง!

กล้ามเนื้อขาพร้อมขนหน้าแข้งยุบยับ กล้ามแขนดุจลูกโป่ง หน้าอกอันผึ่งผายและต้นขาที่ล่ำบึ้ก กล้ามเนื้อของวีดในร่างคนแคระก็ไม่ค่อยจะสมประกอบเท่าไหร่นัก มันได้เปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อของเผ่าคนเถื่อน ความจริงที่พิลึกก็คือ มันออกมาดูเตี้ย ล่ำ ถึก (tl note: คนแคระล่ำบึ้ก 55)

"ไปกันเถอะ."

วีดคลี่ปีกของแสงและกระพือเล็กน้อย ก้อนหินยักษ์ที่อยู่เบื้องหลังเขากลิ้งใกล้เข้ามาเรื่อย เขาไม่ได้มีเวลาที่จะลังเล วีดบินอย่างรวดเร็วเข้าหาก้อนหินยักษ์และทะลวงมันด้วยดาบของเขา นี่ดูเหมือนดาวหางพุ่งเข้าใส่เลยทีเดียว

* เคร้งงงงงงงงงงง! *

ก้อนหินยักษ์ครึ่งหนึ่งที่ถูกทำลายเพียงแค่ดาบเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก้อนหินยักษ์ยังไม่ทะลายลงมาซะทีเดียว วีดได้แต่เตรียมตัวรับแรงกระแทก (tl note: เก็บคอ งอเข่า เท้าชิด )

แรงประทะนั่น ยังไม่ใช่ปัญหาสุดท้าย ร่างกายของวีดชนกับก้อนหินยักษ์ที่เหลืออย่างจัง

"บ้าเอ้ย! โชคไม่เข้าข้างเลย"

พลังชีวิตของวีดลดลงไปสองในสาม ถ้ามันไม่ได้ความยืดหยุ่นและความอึดของของวีด เช่นเดียวกับลักษณะเฉพาะของเผ่าคนแคระ วีดต้องได้รับประสบการณ์การตายอย่างแน่นอน! ในขณะที่วีดบินให้เร็วที่สุดเท่าดาวหาง ก็ได้ฉุกคิดขึ้นมา นี่เรายังเป็นมนุษย์อยู่ใช่ไหม

'นี่เราจำเป็นต้องบินชนเจ้าหินนั่นด้วยความเร็วขนาดนี้ด้วยหรอเนี่ยนี่คงจบไม่สวยแน่ ถ้าค่าสถานะน้อยกว่านี้'

วีดไม่ลังเลที่จะลดความเร็วลงเลย แทนที่จะทำลายหินยักษ์ได้หมด วีดกลับร้าวไปทั้งตัว ถ้าหากวีดสามารถร่ายเวทย์ได้ล่ะก็ คงจะสามารถที่จะทำลายก้อนหินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เนื่องจากวีดทำแบบนั้นไม่ได้ ร่างของเขาถูกบังคับให้ต้องทนทุกข์ทรมานสำหรับความพยายามที่เกิดขึ้น ภายใต้ร่างอันบอบช้ำ วีดกางปีกของเขาอีกครั้ง เพราะปีกแห่งแสงไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เขาก็สามารถที่จะดึงร่างกายของเขาถูกฝังอยู่ในทันที

"ลองนี่อีกสักรอบ."

ก้อนหินยักษ์หลังเขาได้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่มีเวลาให้ลังเล เพียงระยะเวลาสั้นๆ วีดเร่งความเร็วขึ้นอีก 30%

"อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้ารอบนี้ตาย ก็ขอเอาไอ้เจ้าหินยักษ์พวกนี้ตายตามไปด้วยเลยละกัน! " 

ความตายเป็นสิ่งที่เหล่าดาร์กเกมเมอร์นั้นกลัวที่สุด ความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียค่าประสบการณ์และความชำนาญทักษะ วีดรู้สึกแบบนั้นเช่นเดียวกัน แต่สถานการณ์ปัจจุบันคือ

'เทให้หมดหน้าตัก'

เพื่อที่จะทำลายก้อนหินยักษ์ วีดบินเข้าหาเต็มกำลัง เขามั่นใจจากความจริงที่ว่า หากสุดท้ายแล้วไม่รอด เขาจะได้รับการฟื้นจากอำนาจที่จะปฏิเสธความตาย
นอกจากนี้วีดโฟกัสไปที่ความแข็งแกร่งและความเร็วของดาบของ ดาบของวีดเริ่มสั่นระรัว และด้วยเคล็ดสลักแสงจันทร์ ดาบของวีดจึงมีแสงออร่าอ่อนห่อหุ้มที่ดาบอีกด้วย (tl note: ไลท์เซเบอร์ป่าวเนี่ย)


* เคร้งงงงงงง! *


อีกครึ่งหนึ่งของก้อนหินยักษ์ถูกทำลายในการฟันเพียงครั้งเดียว.

***

"เฮ้ รูมิ นี่คุณเหลือ HP เท่าไหร่?"

"ประมาณ 350."

"เรากำลังจะตายในอีกไม่ช้า การสำรวจดันเจี้ยนมันอันตรายจริงๆ ดูเหมือนว่าเราไม่ต้องกระดุกกระดิกก็ตายไปเองแหล่ะนะ"

"บ้าเอ้ย. ถ้าเราอยู่ในที่โล่งแทนที่จะเป็นทางแคบๆ แบบนี้ ไม่มีทางหรอกที่เราจะมาติดใยแมงมุมพวกนี้ได้"

เฮเกล (Hegel) และคนอื่นๆ ถูกห่อแน่นหนึบในใยแมงมุมเหมือนมัมมี่, มีเพียงปากของพวกเขาที่พอขยับได้! ขณะที่ทุกคนกำลังรอคอยความตาย พวกเขาได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหว - ราวกับว่าสายฟ้าได้ฟาดลงมายังเบื้องหน้าของพวกเขา. ทันใดนั้นเอง คลื่นพลังได้เคลื่อนตัวผ่านพวกเขาและสะเทือนไปทั้งทางเดิน.

"ม ม- มันเกิดอะไรขึ้น?"

"ผมไม่ทราบ. อาจจะเป็นรุ่นพี่วีด?"

"รูมิ รุ่นพี่รู้ได้ไงว่าพวกเราอยู่นี่?"

"เพราะฉันบอกพี่เขาเอง."

"อ้าว แล้วนี่เขาโดนกับดักเดียวกับเรารึเปล่าเนี่ย? ไม่สิ เสียงดังที่เหมือนหินถล่มเมื้อกี้นี้มัน ... " 

"เป็นไปไม่ได้. ประติมากรเลเวลต่ำจะเข้ามาในดันเจี่ยนนี้ได้ไงเล่า."

"เดี๋ยวฉันจะลองกระซิบหารุ่นพี่อีกรอบละกันนะ."

"คงจะเปล่าประโยชน์"

รูมิส่งข้อความกระซิบหาวีดอีกรอบ แต่ไม่มีการตอบรับกลับมา ในขณะเดียวกันนั้น วีดกำลังเตรียมตัวเพื่อปลดปล่อยพลังออกมา

"นี่คงไม่ใช่..."

"มันไม่ใช่แน่นอน"

หลังจากนั้น เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่ว ดังขนาดแก้วหูแทบแตก หินที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ปลิวว่อนไปทั่ว เหล่าร่างซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยใยแมงมุมกระเด็นกันไปคนละทิศทาง หินที่ปิดทางไว้ได้ถูกทำลายลง ทันใดนั้นพวกเขาได้ยินเสียง

"เจอตัวสักทีนะ"

"นั่น...รุ่นพี่วีดหรอ"

"อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวจะช่วยออกมา"

เมื่อดาบฟันลงไปแต่ครั้ง วีดเก็บใยแมงมุมที่ลอยอยู่กลางอากาศไปด้วย ถึงแม้สมาชิกปาร์ตี้แผ่หลาอยู่ที่พื้น พวกเขาก็ยังไม่สามารถรับรู้เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ดี วีดเหวี่ยงดาบต่อไปเพื่อตัดใยเหนียวๆ ที่ตรึงร่างของพวกเอาไว้ และยังตัดเก็บเอาใยนุ่มๆ ไว้อีกต่างหาก 

ถึงแม้ว่านี่มันยากที่จะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อวีดตัดใยแมงมุมที่ปิดหน้าของทุกคนออก ทุกคนได้เห็นร่างหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า มันเป็นภาพของคนแคระเตี้ย ล่ำ ถึก ยืนถือดาบที่ยาวกว่าตัวเอง ทุกครั้งที่ดาบได้ฟันลงมา ใยแมงมุมที่ห่อหุ้มร่างได้ถูกปลิดออกทุกครั้ง นี่นับได้ว่าเป็นฝีมือดาบที่เยี่ยมยอดจริงๆ

เฮเกลถามออกไปด้วยความไม่เชื่อในน้ำเสียงของตัวเอง

"นั่น..รุ่นพี่วีดจริงๆ หรอ"

ถึงแม้ว่าตอนนี้เขายังตื่นกลัวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่วีดได้ปรากฎตัวขึ้นและช่วยพวกเขาเอาไว้ นั่นทำให้เขารู้สึกขอบคุณจริงๆ แต่หลังจากนั้น หินก้อนยักษ์ได้เคลื่อนตัวมาปิดปากทางไว้อีกรอบ เส้นทางถูกทำลายลง ทางหนีได้ถูกปิดเอาไว้อีกครั้ง

"รุ่นพี่วีด หินนั่นน่ะ"

"ดูเหมือนว่า ชั้นจะไปทำให้กับดักทำงานเข้าน่ะ"

"งานเข้าจริงๆ ว่าแต่รุ่นพี่มาทำอะไรที่นี่"

ดูเหมือนสถานการณ์จะยังวางใจไม่ได้ พวกแมงมุมชักใยโรยตัวลงมาจากรูเล็กๆ บนเพดาน ไม่นานนักม่านใยแมงมุมได้ห่อหุ้มพื้นที่ทั้งหมดไว้ในคราเดียว ท่าโจมตีรูปแบบเฉพาะที่ทำให้ร่างกายถูกห่อเป็นมัมมี่ได้เริ่มต้นขึ้น วีดยื่นแขนออกไปสองข้าง

"ปั่นด้าย!"

สกิลหนึ่งของทักษะการตัดเย็บขั้นกลาง นี่เป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อเก็บวัตถุดิบโดยเฉพาะ เทคนิคนี้ได้ดึงเส้นใยออกจากตัวแมงมุมและปั่นเข้าเป็นหลอดด้าย ท้ายสุดหลอดด้ายนั้น ได้ถูกบรรจุในกระเป๋าวีดเป็นที่เรียบร้อย

"ฮิ้สสสสส ฮิ้สสสสส ฮิ้สสส!"

เนื่องจากการโจมตีท่านี้ไม่ได้ผล พวกแมงมุมได้แต่ส่งเสียงขู่คำรามออกมาและไต่ลงมาตามใย อย่างไรก็ตาม วีดยังคงจ้อง ไม่แม้แต่กระพริบตา

ความแข็งแกร่งอันมหาศาลที่วนเวียนอยู่ภายในต้นขาสั้นๆ ล่ำๆ นั่นไง น่องของวีดพร้อมที่จะระเบิดพลังแล้ว! เจ้าพวกแมงมุมอยู่ผิดที่ ผิดเวลาซะแล้ว แม้เนื้อตัวของวีดจะเต็มไปด้วยบาดแผลจากการระเบิดหิน แถมเสื้อผ้ายังยับเยิน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา

"ซอร์ดแด้นซ์!"(Sword Dance)

มันเป็นท่าที่สี่ของเคล็ดวิชาดาบจักรพรรดิ การเคลื่อนไหวของวีดพริ้วไหวดุจสายน้ำ ซอร์ดแดนซ์เป็นทักษะที่เพิ่มพลังทำลายให้กับการโจมตีอันพริ้วไหว แมงมุมทั้งหมดที่สัมผัสดาบของเขาถูกเป่าออกไป แต่ละคนและทุกคนโดยไม่มีที่สิ้นสุด พวกแมงมุมที่สัมผัสกับดาบ กระเด็นไปคนละทิศทาง ตัวแล้วตัวเล่าจนหมด เพลงดาบเคลื่อนไปอย่างไม่หยุด พลังของสกิลได้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด ..! 

แม้ว่าการมองดูวีดก้าวไปข้างหน้าด้วยขาสั้นและแกว่งดาบยาวเป็นที่น่าขบขัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหัวเราะในขณะที่ดูพลังอันยิ่งใหญ่ของเขา วีดแกว่งดาบของเขาในขณะที่เขากระโจนระหว่างใยแมงมุม ใยที่ทั้งเหนียวและยืดหยุ่นนั้นถูกตัดขาดออกได้อย่างง่ายดาย

"หลีกไป..ชั้นไม่มีเวลามาเล่นกับพวกแกหรอกนะ! "

ถ้าไม่นับเรื่องจะถูกทำให้เป็นอัมพาตและใยแมงมุม เจ้าพวกแมงมุมขนาดเล็กไม่ได้เป็นอันตรายมากนัก มีดแกะสลักที่ทำลายความสามารถในการป้องกันของศัตรู ต้องขอบคุณที่ลักษณะพิเศษของมีด ใยแมงมุมไม่สามารถทำอันตรายได้มาก และต้องไม่ลืมขอบคุณที่ทักษะการตัดเย็บ วีดสามารถแม้กระทั่งเก็บรวบรวมด้ายจากใยแมงมุมในเวลาเดียวกัน (tl note: ทุกอย่างเป็นเงินสินะวีด หุหุ) 

วีดทะลวงผ่านฝูงแมงมุมขนาดเล็กเพื่อเผชิญหน้ากับราชินีแมงมุมเอลฟิน 
มอนสเตอร์ที่มีเลเวลเกือบ 400! ขนยุบยับบนขาสิบสองและส่วนหัวที่น่ากลัวและสุดสะพรึง

มันเป็นมอนสเตอร์นี้ที่ทำให้ไนด์หมดทางสู้ และปล่อยให้เขาสิ้นหวังหลังจากที่รู้ค่าพลังของมัน อย่างไรก็ท่าเท้าของวีดได้เพิ่มความเร็วขึ้น

"อย่ามาขวาง เอาค่าใช้จ่ายของชั้นคืนมานะโว้ย! "

วีดได้เพิ่มความแข็งแกร่งของเขาด้วยการทำลายประติมากรรมระดับดีเยี่ยม วีดไม่ชอบทำตัวเหลวไหลในขณะที่ออกล่า ดังนั้นในเวลาเช่นนี้เขาจะต้องไลล่าอย่างบ้าคลั่ง ถ้าเพียง แค่เพื่อประโยชน์ในการหาค่าใช้จ่ายจากการสูญเสียค่าชื่อเสียงและค่าสถานะทางศิลปะ ยิ่งไม่ควรเสียเวลามากขึ้นไปอีก 

แม้ปกติแล้ว วีดจะเป็นคนระมัดระวังตอนออกล่ามอนสเตอร์ แต่ในเวลาเช่นนี้วีดเข้าโหมดบ้าคลั่งอย่างสมบูณ์ เป็นเพราะค่าสถานะทางศิลปะ ค่าสถานะทางชื่อเสียง ที่สูญเสียไป นั่นทำให้ไม่มีเวลาชักช้า จากนั้นราชินีแมงมุมเอลฟินหันไปรอบ ๆ และเริ่มที่จะรีบวิ่งออกไป

* แซ่ก แซ่ก แซ่กกกก * (เสียงแมงมุมราชินีวิ่งหนี)

มันไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องตลกเพียงเพราะมันเป็นแมงมุม แต่ความเร็วในการหลบหนีของมันได้อย่างรวดเร็วนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า แมงมุมก็มีสัญชาตญาณความกลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีลักษณะเลือกที่จะวิ่งหนีจากการต่อสู้ แม้ว่าเหยื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากวีดที่กำลังจะปรากฏ อย่างแรกเลย มันก็จะหนีถ้าเหยื่อพยายามที่จะขัดขืน แล้วกลับมาอีกทีหลังจากรอจนเหยื่อได้ถูกลดทอนกำลังลงไปแล้ว 

นั่นคือวิธีของราชินีแมงมุมเอลฟิน แม้ในขณะที่มันไม่เป็นเช่นนั้นก็ย้ายไปอยู่ฝั่งตรงข้ามของทางเดินในขณะที่มันพ่นออกมาใยแมงมุมที่ถูกหนากว่าแขน แม้ว่าจะหนีไปอีกฝั่งของทางเดิน ราชินีแมงมุมยังพ่นใยที่หนากว่าท่อนแขนออกมาโจมตี

"ดาบจักรพรรดิ!"

วีดใช้มานาที่เหลือไปกับท่าโจมตีที่รุนแรงที่สุด วีดจู่โจมเข้าจุดสำคัญของราชินีแมงมุมเอลฟิน มันคือด้านหลังจุดที่พ่นใยแมงมุมออกมา

****ตริ้ง!! คุณได้โจมตีติดคริติคอล****

ท่าดาบจักรพรรดิที่เพิ่มพลังสูงสุดโดยประติมากรรมวินาศ!

พลังทำลายล้างอันน่าพรั่นพรึงนี้เทียบได้กับสกิล  "มานาเบิร์น" ที่แรงที่สุดของนักเวทย์ ร่างของราชินีแมงมุมถึงกับสั่นด้วยความกลัว เสียงระเบิด สะเก็ดไฟ และความสั่นสะเทือน มันมากกว่าตอนที่วีดระเบิดก้อนหินยักษ์เพื่อเปิดทางเสียอีก เฮเกลและสมาชิกในปาร์ตี้ทำได้ดีที่สุดได้เพียงหมอบและเอามือปิดหูเอาไว้เท่านั้น อย่างไรก็ตามเสียงระเบิดยังไม่จบแค่เพียงเมื่อครู่นี้

"ดาบจักรพรรดิ, ดาบจักรพรรดิ, ดาบจักรพรรดิ!"

ท่าสุดท้ายของเคล็ดวิชาดาบจักรพรรดินั้น ไม่เพียงแค่สูบมานาจนหมด วีดยังใช้ค่าพลังชีวิตกับความอึดไปด้วย (HP กับ Stamina) วีดไล่ฆ่าราชินีแมงมุมอย่างไม่ลดละด้วยดาบจักรพรรดิ

- คุณได้โจมตีติดคริติคอล เพิ่มค่าความเสียหาย 29%

- คุณได้โจมตีติดคริติคอล เพิ่มค่าความเสียหาย 47%

- คุณได้โจมตีติดคริติคอล เพิ่มค่าความเสียหาย 82%

- คุณได้โจมตีติดคริติคอล เพิ่มค่าความเสียหาย 114%

การโจมตีแบบทะลวงจุดเดียวได้ปรากฎขึ้นอีกครั้ง

- ระดมโจมตีไปที่จุดจุดเดียว! (tl note: แบบเดียวกับที่โจมตีมังกรกระดูก)

วีดโจมตีไล่หลังราชินีแมงมุมแม่นยำดั่งจับวาง มันเป็นความสามารถทางการโจมตีระดับยากที่ใครลอกเลียนแบบได้ ถึงแม้เฮเกลและสมาชิกปาร์ตี้จะไม่สามารถมองเห็นได้เนื่องจากหมอบหลบอยู่ เทคนิคการโจมตีของวีดนี้ถือได้ว่า เป็นท่าโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุด 

พลังทำลายที่เพิ่มขึ้นจากท่าดาบจักรพรรดิที่เพิ่มพลังโดยประติมากรรมวินาศบวกกับทักษะในการฝึกปรือดาบของวีด เรียกได้ว่าพลังทั้งหมดนี้รวมอยู่ท่าโจมตีทะลวงจุดนั่นเอง พลังชีวิตของราชินีแมงมุมเอลฟินลดลงอย่างฮวบฮาบ ส่งผลให้การเคลื่อนที่ของมันช้าลงอย่างเห็นได้ชัด 

แม้มันจะพยายามหนีในเฮือกสุดท้าย ในที่สุดราชินีแมงมุมเอลฟินล้มลงและร่างของมันได้เปลี่ยนเป็นสีเทา ไพลินจำนวนหนึ่งขนาดเท่าไข่เป็ดดรอปลงมา และยังมีอัญมณีและเหรียญทองกองขนาดเท่าเอวดรอปลงมาอีกด้วย (tl note: ได้ค่าใช้จ่ายแล้วสินะ) วีดกวาดกองเงินกองทองด้วยความเร็วแสง

"อ๋าาา ไหนว่าเป็นแค่ประติมากรไง"

เฮเกลพึมพำพร้อมกับส่ายหัว เฮเกลยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่า ทำไมประติมากรทำไมถึงเก็บใยแมงมุมเป็นหลอดด้ายได้ นี่มันบ้าชัดๆ

"แล้วการเคลื่อนไหวแบบนั้นอีก..มันไม่ใชท่าจากสกิลแล้ว นั่นมันฝีมือดาบล้วนๆ"

ผู้เล่นส่วนใหญ่นั้น ล้วนแต่พึ่งพาการเคลื่อนไหวจากสกิลในเกม แต่นักสู้จะใช้ฝีมืออันแข็งแกร่งบวกกับสกิลของเกมเพื่อเพิ่มพลังทำลาย ในเคสนี้ต้องนับว่าเป็นการแสดงความแตกต่างอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว สมมติให้ถือดาบแบบเดียวกัน คนธรรมดาถือดาบกับนักดาบถือดาบ ผลลัพธ์ก็ออกมาชัดเจนอยู่แล้ว แม้ว่าร่างกายและอุปกรณ์จะเหมือนกัน แต่การตัดสินใจ ประสาทสัมผัส และประสบการณ์ สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้เลย แม้แต่ในรอยัลโร้ด หากยอดฝีมือออกล่ามอนสเตอร์เทียบกับคนธรรมดา ผลก็ออกมาแตกต่างเช่นกัน

การรักษาระยะห่างที่เหมาะสม เคลื่อนไหวไร้สูญเปล่า และวิธีออกอาวุธ นั่นทำให้ดึงความแข็งแกร่งออกมาได้สูงสุด ความคิดเหล่านี้เมื่อออกล่าสามารถให้ผลที่แตกต่าง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วแค่วิธีการเคลื่อนไหว นั่นก็แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน คนเกือบทั้งหมดยังไม่ถึงขั้นนั้น จากวันที่เริ่มต้น เริ่มพัฒนาทีละน้อย เพิ่มสกิลและค่าสถานะ ผ่านการใช้สกิลและการออกล่านับไม่ถ้วน ประสิทธิภาพในการล่าก็เพิ่มพูนเช่นกัน มันเป็นตรรกะง่ายๆ ว่าเราสามารถจับมอนสเตอร์ที่เราเคยล่ามานับร้อยๆครั้ง ง่ายกว่าสู้กับมอนสเตอร์ที่เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก ถึงกระนั้น วีดและพวกนักดาบไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนเหล่านี้

"ก็แค่อัดมันลงไปกองแหล่ะน๊า"

ไม่ต้องถามหาความเมตตาปราณีจากคนที่ไล่อัดมอนสเตอร์หรอก

***
"รุ่นพี่ต้องทำสำเร็จแล้วแน่เลย, พวกเราไปดูกัน"

หลังจากนั้น 20 วินาที เซลเซียถึงลุกขึ้นตามคนอื่นๆ ไปหาวีด พวกเขารู้สึกหวาดๆ มันเป็นความจริงที่ว่าพวกเขารู้สึกแบบนั้น ทั้งที่เบื้องหน้าเป็นเพียงคนแคระบ้องแบ๊ว สำหรับคนแปลกหน้าล่ะก็ ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้แน่นอน ขณะที่เข้าไปใกล้ วีดกำลังพันแผลทั่วร่างกาย พันไปรอบตัวทั้ง แขน ขา คอ และหลัง และยังพอกสมุนไพรหนาๆ ขณะที่อยู่ในภาวะทำสมาธิ ทักษะพันแผล!

นี่เป็นสกิลที่แม้แต่นักรบผู้เก่งกาจยังต้องยอมสยบ หากมันถูกพัฒนาจนไปถึงระดับกลาง
- วีดได้พัฒนาผ่านแรงงานนักรบที่ผ่านๆ มา พลังชีวิตและความอึดของวีดได้ฟื้นคืนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ทุกคนจะอยู่ที่เบื้องหน้าของวีด เห็นได้ชัดจากผ้าพันแผลอันหนาเตอะที่ห่อหุ้มบาดแผลจากการต่อสู้อย่างดุเดือด เซลเซียไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปรบกวนวีด

"เราจะทำยังไงกันดี ดูเหมือนรุ่นพี่จะเจ็บหนักจากการต่อสู้กับราชินีแมงมุมเอลฟินนะ"

"พวกเราทำอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่มีเคลริกสักคน"

ดูเหมือนจะไม่มีใครช่วยอะไรได้เลย จนกระทั่งพลังชีวิตฟื้นขึ้นมาประมาณ 8% วีดได้ลืมตาขึ้นมา วีดหรี่ตาและชำเลืองมอง โดยปกติแล้ววีดจะมีดวงตาที่สดใสเป็นประกาย ดวงตาที่ปรากฎนี้เป็นผลจากประติมากรรมจำแลง ดวงตานั้นหรี่และขุ่นมัว

"ชั้นไม่ได้มีเวลามานั่งเล่นแถวนี้หรอกนะ ชั้นยังต้องทบค่าใช้จ่ายอีกบาน!"

หลังจากหายใจลึกๆ วีดเดินขากะเผลกไปตามทางเดิน มุ่งไปยังจุดที่ราชินีแมงมุมเอลฟินโผล่ออกมา ข้อเท้าคงหักระหว่างการต่อสู้แสนดุเดือด หากไม่ได้ความทรหดและร่างกายที่ยืดหยุ่น คงได้นอนกองขยับไม่ได้อย่างแน่นอน

"อะไรที่หักไป อย่างข้อต่อ ไม่นานก็จะเชื่อมกันเองแหล่ะนะ"

วีดค่อยๆ ไถไปโดยใช้ดาบต่างไม้เท้า วีดมีประสบการณ์ข้อต่อหัก บิด ระหว่างต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน เขารู้สภาพร่างกายตนเองดีกว่าใคร แต่วีดก็ยังพร้อมสู้

***

ชอยจีฮุนมีนัดเดทกับน้องสาวสุดที่รักของลีฮุน, ลีฮายัน
เขานั่งซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เธอ และกลายมาเป็นเพื่อนเพราะเขาสอนเธอในเรื่องต่างๆ ในรอยัลโร้ด ถึงแม้จะยังไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่ก็เรียกได้ว่าตอนนี้ไม่มีใครสนิทกว่าแล้ว (tl note: aahhhh) ระหว่างที่นั่งดื่มมิล์คเช้คสตรอวเบอรี่ ลีฮายันได้ถามออกมา

"นี่พี่ชาย...อยากดูความสามารถพิเศษของชั้นมั้ยล่ะ?"

"ความสามารถพิเศษงั้นหรอ?"

"ช่าย.. เดี๋ยวชั้นโชว์เลียนแบบ แบบที่นักแสดงตลกชอบทำไงล่ะ"

ชอยจีฮุนไม่สามารถคาดเดาการแสดงนี้ได้เลย

"นี่จะทำให้ดูจริงๆ หรอ?"

"ใช่แล้วล่ะ อันแรกเลยชั้นจะเลียนแบบเสียงคนเดิน"

ลีฮายันทำเสียง หลังจากเลียริมฝีปากสีพลัมของเธอ

"ต๊อก ต๊อก"

"..."

"เสียงต่อไป เชิญพบกับ เสียงสตาร์ทรถ บรื๋นนนนนนน"

"แล้วนี่คือเสียงต่อไป เสียงเครื่องบินขึ้น ฟ้าวววววว"

เสียงถ่ายรูป เสียงโทรศัพท์ดัง เสียงกลองตึงตึงตึง เสียงหมาหอน เสียงแมวหง่าว!
ชอยจีฮุนขำจนน้ำตาเล็ด ถึงแม้จะเลียนแบบได้ไม่ค่อยเหมือน แต่การนั่งดูแม่สาวน้อยน่ารักทำตลกนี่สิ มันสุดยอด

"เด็กนี่...มันน่ารักจริงๆ"

ถึงแม้ชอยจีฮุนได้เจอกับผู้หญิงมากมาย แต่ความรู้สึกดึงดูดนี้ กับลีฮายัน เธอคือคนแรก ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้สึกเสียใจเลย ถ้าได้อยู่กับสาวน้อยคนนี้ไปตลอดชีวิต (tl note: ชอบสาวเกรียนสินะ พ่อหนุ่ม)

"นี่เราคงจะมีความสุขทุกเช้า ได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บๆ และมองออกไปเห็นแต่ดอกไม้บานสะพรั่ง..."

มันเป็นภาพของชายที่จินตนาการเตลิดไปไกล แต่ก็เป็นกังวลว่า นี่เขาอาจจะเป็นเพียงแค่พี่ชายคนสนิทข้างกายของลีฮายันเท่านั้น ชอยจีฮุนถามออกมาลอยๆ

"นี่เธอชอบผู้ชายแบบไหนหรอ"

ถ้าเธอตอบไม่ชัดเจนล่ะก็ เขาเตรียมตัวถามไปเลยว่าคิดยังไงกับเขา ลีฮายันตอบออกมาอย่างไม่ลังเล
"สูง 187 เซน หนัก 78 กิโล มันคงจะดีนะ ถ้าแต่งตัวออกมาดูดีด้วย ข้อเท้าต้องบาง รูปร่างสูงโปร่ง มีกล้ามด้วยนะ. ถ้าพูดถึงงานอดิเรก ก็ต้องทำกับข้าวกับทำความสะอาดบ้าน. ส่วนรายได้ต่อปีต้องประมาณ 200 ล้านวอน (tl note: ราวๆ 6.3 ล้านบาท) . เป็นนักการเงิน .แล้วถ้าอายุราวๆ 28 ก็คงจะดีด้วยน๊า"

"...."

"ชั้นล้อเล่นน่ะพี่ชาย. ชั้นชอบผู้ชายรักครอบครัวนะ. อย่างอื่นไม่ค่อยสำคัญหรอก ถ้าชั้นชอบเค้า. ถ้าจำเป็นล่ะก็ ชั้นสามารถทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้ด้วยนะ"

"คนรักครอบครัวงั้นหรอ"

"ช่าย...เพียงคนเดียวที่จะรักและดูแลชั้นตลอดไป"

ชอยจีฮุนถึงกับพูดไม่ออก หากพูดถึงความเป็นไปได้ เขามีมากกว่าคนอื่นแน่นอน ทั้งความหล่อ รูปลักษณ์ ความมีเสนห์ที่ดึงดูดสาวๆ ที่ไหนก็ได้ ยังไงซะ คุณสมบัติพวกนี้ก็ไม่ได้มีความหมายกับลีฮายันแม้แต่น้อย

"ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยรู้สึกไร้ค่าขนาดนี้เล้ยยย"

ชอยจีฮุนได้แต่ก้มหน้าหมดหวัง หลังจากนั้นสักพัก เมื่อมองไปข้างหลังลีฮายัน เขาได้พบกับใบหน้าที่เขากลัวมากที่สุด ไม่แม้แต่อยากจะเจอในฝัน!

มันเป็นใบหน้าของจังอิลฮุน นักดาบสองนั้นเอง จังอิลฮุน ผู้ที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาขณะที่กำลังแอบไปซื้อของขวัญให้ชาอึนฮี

"พี่ชายคะ พี่คิดอะไรอยู่หรอ"

"หืมมม"

"เอ๋...."

"หน้าพี่ทำไมดูเขียวๆ อย่างนั้นล่ะ"

"ค ค คงเป็นเพราะแสงไฟน่ะ"

"แถวนี้ก็ไม่มีไฟสีเขียวนี่นาา...ถ้างั้น..ชั้นกลับบ้านก่อนนะ"

"อ๊ะ จะกลับแล้วหรอ?"

"ช่ายยย ถ้ากลับช้า เดี๋ยวพี่ของชั้นจะเป็นห่วงเอาน่ะ"

"ให้ไปส่งมั้ย?"

ชอยจีฮุนพูดกับตัวเอง

"ไม่ว่ายังไง ชั้นต้องออกไปจากตรงนี้ให้ได้"

สัญชาตญาณเพื่อเอาตัวรอดชัดๆ! ลีฮายันลักขึ้นและหิ้วกระเป๋า

"ไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้ จากตรงนี้ไป แป๊ปเดียวก็ถึงป้ายรถเมล์แล้ว แถมยังไม่ต้องต่อรถอีกด้วยล่ะ"

"เดี๋ยวให้พี่เรียกแท๊กซี่ไปส่งนะ"

"ประหยัดตังค์ไว้เถอะค่า พี่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ ถ้าพี่ไปส่งชั้นที่บ้าน พี่ก็ต้องนั่งแท๊กซี่กลับบ้านต่อใช่ม๊า"

ชอยจีฮุนไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตั้งแต่ประถมถึงมัธนมต้น เขาไม่เคยนั่งรถเมล์เลยสักครั้ง ค่าตั๋วยังไม่รู้เลยว่าเท่าไหร่ เวลาจะไปไหนรถลีมูซีนของที่บ้านไปรับไปส่งตลอด
พอขึ้นมัธยมปลาย เขาก็เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหน อาจดูอันตรายไปสักนิด แต่ข้างหลังก็เต็มไปด้วยบรรดาบอดี้การ์ดและรถตำรวจหนึ่งคันเพื่ออำนวยความสะดวก ส่วนวิธีเดินทางที่ประหยัดที่สุดของเขาคือแท๊กซี่ 

ส่วนรถหรูนำเข้าของเขาน่ะหรอ จอดไว้ปลูกผักอยู่ในโรงรถไว้ตั้งนานแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ว่าเขาเป็นทายาทแห่งอาณาจักรธุรกิจขนาดยักษ์ เขายังไม่อยากบอกเธอในเรื่องนี้ เขากลัวว่ามิตรภาพที่มีนั้นจะเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าเขาไม่ใช่ไม่ชอบช่วงเวลาออกเดทที่แสนเป็นสุขนี้ เขาเพียงไม่เคยรู้สึกปวดใจขนาดนี้มาก่อน

"ถ้างั้น....ชั้นไปก่อนนะ กลับบ้านดีๆล่ะ ฮ..ฮ..ฮายัน"

แม้ชอยจีฮุนจะดึงดันที่จะพาลีฮายันกลับบ้านก็ตามที เขาเหลือบไปเห็น จังอิลฮุนกวักมือเรียกเขาแล้วก็หยุด จังอิลฮุนพูดอะไรบางอย่าง ชอยจีฮุนแม้ไม่ได้ยินเสียง แต่ก็สามารถอ่านริมฝีปากได้อย่างชัดเจน

"ถ้าแกวิ่งหนีล่ะก็...ตาย!"

***

หลังจากที่ลีฮายันไปแล้ว ชอยจีฮุนเดินเข้าไปหาจังอิลฮุน ไหล่สั่นเทิ้ม หลับตาปี๋ นี่มันราวกับนักโทษเลยทีเดียว

"แถวนี้นี่มันร้อนจังนะ ไปเดินเล่นกันหน่อยมั้ย"

"ได้ครับพี่..."

พวกเขามุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะ สำหรับชอยจีฮุน เขาโล่งใจเป็นอย่างมาก ที่อย่างน้อยก็ไม่ได้ถูกพาไปเดินเล่นบนหลังเขา

"นี่ยังดี คนที่จับเราได้ ก็คือพี่จังอิลฮุน ไม่ใช่ใครอื่น"

เขาเป็นถึงอาจารย์อ้นดับหนึ่ง แถมยังมีความรับผิดชอบ และเมื่อเขาต้องดูแลใครสักคน นั่นยิ่งต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เหล่าฝูงปลาแหวกว่ายอยู่ในสระน้ำของสวนอย่างสงบสุข

"ชั้นน่ะอิจฉาพวกเธอจริงๆ น๊า"

จังอิลฮุนถอนหายใจเบาพร้อมก้มหน้า

"นี่แกชอบ...ฮายันรึเปล่า"

"ใช่แล้วล่ะ"

ชอยจีฮุนมิได้แก้ตัวใดๆ ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะยังไม่ชัดเจน แต่ดอกรักนั้นได้เบ่งบานในหัวใจของเขาเป็นที่เรียบร้อย

"แล้วตอนนี้ ถึงไหนกันแล้วล่ะห๊ะ"

จังอิลฮุนเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบเป็นเวลานาน ชอยจีฮุนผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเมื่อสักครู่

"รอดตายแล้วตู"

เขารอดจากการถูกทุบ ชอยจีฮุนเริ่มมองโลกในแง่ดีว่า น่าจะไปถึงอีกด้านของสวนได้อย่างปลอดภัย แล้วเขาก็เริ่มเร่งฝีเท้าอย่างระมัดระวัง ในความเงียบงันนั้น อยู่ดีๆ จังอิลฮุนได้ยืนขวางหน้าเขาไว้

"ตราบใดที่ฮายันชอบผม ผมก็จะจริงจัง ซื่อสัตย์ต่อเธอ"

 "แล้วไงต่อล่ะ..."

"ผมขอโทษครับรุ่นพี่.."

"มีเรื่องอะไรให้ต้องขอโทษงั้นรึ เรื่องรัก มันเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่เช่นนั้นจะมาออกเดทกันทำไมล่ะ ว่ามั้ย?"

"ผมตกหลุมรักเธอ.."

หลังจากนั้นชอยจีฮุนได้เล่าความในใจถึงลีฮายัน มันกินเวลามากกว่า 10 นาที รวมทั้งเล่าเรื่องที่เขารู้สึกว่างเปล่า เมื่อคบผู้หญิงคนอื่น


"ผมยังหนุ่มอยู่ก็จริง แต่ทั้งชีวิตนี้อาจจะหาคนแบบเธอไม่ได้อีกแล้ว เชื่อมั้ย..ตอนนี้ผมก็ยังแว่วเสียงของเธอ ไม่ว่ายามนอนหรือยามตื่น จิตใจก็ยังร้องเรียกหาาา"

ชอยจีฮุนพูดออกมาตามที่เขารู้สึก

ลีฮายันนั้นแตกต่างกับสาวอื่นที่เคยพบเจอ ถ้าเขาเสียเธอไป มันคงเหมือนกับได้สูญเสียสิ่งสำคัญและความสุขในชีวิต

จังอิลฮุนตบไหล่ด้วยฝ่ามืออันใหญ่โต

"เอาน่า...ถ้าแกรู้สึกกับเธอขนาดนั้น ลูกผู้ชายน่ะ เค้าไม่พล่ามอะไรให้เปลืองน้ำหลายหรอกนะ"

"ถ้างั้น พี่จะอนุญาตใช่มั้ย"

"หมายความว่าไง ที่ว่าอนุญาตน่ะ ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรอ ความรักน่ะเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าชอบกันก็ไม่มีปัญหาหรอก"

"ขอบคุณมากๆ เลยคร๊าบรุ่นพี่"

"อ๋าาาา...ว่าแต่แกน่ะ.."

จังอิลฮุนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"พรุ่งนี้ แกมาที่โรงฝึกด้วยนะ"

"ห๊ะ!"

"ถ้าแกเป็นลูกผู้ชาย ต้องบริหารร่างกายกันหน่อย. นี่แกคิดว่าหุ่นขี้ก้างแบบนั่นน่ะ จะทำอะไรได้"

"นี่มันไม่ใช่.."

หุ่นอันสมส่วนที่ผ่านการฝึกฝนทักษะทางกีฬามาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น บาสเก็ตบอล ฟุตบอล ว่ายน้ำ และทุกชนิดกีฬาเท่าที่มี

จังอิลฮุนพูดอย่างเฉียบขาด

"นี่มันบอบบางชัดๆ หุ่นแบบนี้จะเอาชนะพวกกุ๊ย 3,000 คนที่คอยจ้องก่อกวนแกตอนออกเดทได้ยังไงห๊ะ!"

"ส ส สามมพันคน"

"เห้อ...นี่แกยังไม่เข้าใจอีกหรอ ถ้าหากมีใครมาทำร้ายแฟนแก แล้วใครจะคอยปกป้องกันเล่า แล้วถ้าเกิดสงคราม น้ำแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม หรือสึนามิล่ะ ใครจะช่วยแฟนแกได้ นี่คิดเตรียมพร้อมไว้รึยังห๊ะ!"

"ย ย ยังงงครับบบ"

"นี่..ชั้นช่วยแกได้นาาา ไอ้เรื่องเพิ่มความแข็งแกร่งและความกล้า แค่นี้จิ๊บๆ"

"ขอบคุณมากครับ"

"ถ้าคนอื่นๆ รู้ว่าแกชอบฮายันล่ะก็นะ คงจะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะมาช่วยแกอย่างเต็มใจที่สุด รับรองว่าแกจะไม่ขาดคู่ซ้อมอย่างแน่นอน. อ้อ มาให้ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นล่ะ ถ้าทำได้ ก็จะได้รับวิชาเพิ่มอีกอย่างน้อยจากอีกหนึ่งคน"

ซ้อมกับบรรดาอาจารย์และพวกแก๊ง 500 นักดาบ!

ชอยจีฮุนถึงกับหน้าถอดสีเลยทีเดียว

เขาชักเริ่มเข้าใจความหมายของการไปโรงฝึกแล้ว (tl note: หรือโรงเชือดกันแน่ห๊ะ)

"แกไม่ได้โกหกเรื่องความรู้สึกที่มีต่อฮายันใช่มั้ย?"

"จริงทุกคำครับ"

"ก็ดี..ถ้าแกอยากหนี ก็หนีได้นะ ไม่ต้องมาที่โรงฝึกก็ได้"

"จริงดิ?"

"ช่ายยย... เพราะเดี๋ยวพวกเราจะไปลากต้วแกมาเอง"

"..."

------

Thanks for reading na jaaaa
Editor: แอดมิน เพจ เราอ่านนิยายแปล
ที่มา: http://japtem.com/lms-volume-15-chapter-4

12 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณครับ ลงท้ายอย่างฮา...

    ตอบลบ
  2. 5555+ ถ้าวีดรู้ คงหนักกว่า นักดาบ 500 คนป่ะ ^^

    ตอบลบ
  3. นี่มันกะนัดไปฆ่าเลยนี่นา 5555+
    ขอบคุณครับ

    ตอบลบ
  4. ตอนนี้ มันอะไรก๊านน ฮาตั้งแต่ต้นตอนยัง ท้ายตอน โอ้ยปวดท้อง

    ตอบลบ
  5. ขอบคุณครับที่แปลให้อ่าน วีดก็คือวีดเก็บทุกเม็ดจริงๆ

    ตอบลบ
  6. เพื่อนจัะตายยังมีกะใจไปรูทของด้วยความเร็วแสงอีกนะ >_<..

    ตอบลบ
  7. เลิกเจ้าชู้ จริงใจกับคุณน้องสาวได้ก็พอใจแล้ว บักเซเฟอร์เอ๋ย 2 พี่น้องเค้าทรมารมามากแล้ว อย่าไปเจ้าชู้แล้วมาหลอกน้องสาวเค้าเสียใจอีกเรย แต่ก่อนอื่นต้องฝึกจบหลักสูตรก่อนนะ ฮ่าๆ ต่อไปอาจจะเห็นเซเฟอร์เลิกใช้เบ็ดตกปลาสู้แล้วใช้ดาบแทน กรั่กๆ

    ตอบลบ
  8. ฮาน้ำตาเล็ดอ่ะ

    ตอบลบ