เล่ม 25 ตอนที่
7: นางสนองพระโอษฐ์ชราแห่งราชอาณาจักรโรเซนไฮม์(Old
Handmaiden of Rosenheim Kingdom) แปลโดย Cole’s Myth
ฮวารยองและพวกดาร์คเกมเมอร์กลับเข้าออนไลน์เกมอีกครั้งแล้วก็มารวมตัวกับพวกวีดและประติมากรรมสลักชีพเพื่อไปออกล่า
“ที่นี่คือดันเจี้ยนที่ผมเคยมากับซาฮับบ่อยๆ”
เหล่าดาร์คเกมเมอร์กำลังรู้สึกลังเลอยู่หน้าทางเข้าดันเจี้ยนไกธเนอร์(Geithner)
ซาฮับเพียงคนเดียวก็ถือว่าเป็นอาวุธทำลายล้างอานุภาพสูงชั้นดี
เขาสามารถใช้ดาบสกัดการจู่โจมของศัตรูและโจมตีออกไปพร้อมกับพละกำลังอันมหาศาล
ด้วยการจากไปของเขา ศักยภาพในการต่อสู้ของทั้งกลุ่มจึงลดลงอย่างใหญ่หลวง
“โอเค เข้าไปกันเถอะ”
วีดและซอยูนนำหน้าเข้าไปก่อนหลังจากนั้นฮวารยองก็ตามพวกเขาเข้าไป
“คุณวีดต้องมีความคิดว่าจะทำยังไงอยู่แน่ๆเลย”
เหล่าดาร์กเกมเมอร์จับกลุ่มคุยกันเฉพาะพวกเขา
“มันจะดีหรอที่เข้าไปในดันเจี้ยนนี้น่ะ? จนถึงตอนนี้พอคิดถึงนิสัยใจคอของเขาแล้ว เขาดูเป็นพวกจอมหลอกลวงชัดๆเลยนะ”
“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน
ขณะออกล่าเทพสงครามวีดจะไม่ยอมตายง่ายๆแน่”
“ถึงแม้ว่าจะไม่มีซาฮับแล้ว
ฉันก็ไม่คิดว่าสถานที่แห่งนี้จะอันตรายมากจนเราโดนฆ่าตายหมดหรอก ไปกันเลยไหม?”
สำหรับเหล่าดาร์กเกมเมอร์
ร่างกายของพวกเขาก็คือรายได้ ดังนั้นจึงต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดี
“มันไม่มีประโยชน์แล้วที่จะทิ้งพวกเขาแล้วกลับไปที่เมืองทั้งอย่างนี้
ฉันไม่เคยทิ้งการล่าไปอย่างน่าอัปยศเลยซักครั้ง”
“ฉันจะเข้าไป”
โวลค์กับแดเรียนเข้าไปในดันเจี้ยนเป็นกลุ่มแรกแล้วจากนั้นเหล่าดาร์กเกมเมอร์คนที่เหลือก็ตามเข้าไป
วีดใช้ทักษะดาบของเขาต่อสู้กับพวกมอสเตอร์บินที่ชื่อว่า
เพกอยลย์(Pekoil)
“เพลงดาบประกายแสง!(Radiant Sword)”
มันคือทักษะดาบที่ทำให้ลำแสงพุ่งออกมาจากร่างกายของวีด!
เหล่าวิหคแสงที่ประกายความงดงามอันทรงเสน่ห์ บินพุ่งเข้าใส่พวกเพกอยลซ์
ซอยูนเองก็ใช้ทักษะดาบลับ และโจมตีด้วยดาบแสงของเธอเช่นกัน
“พวกเขาไปได้ทักษะนั่นมาจากไหนน่ะ…ฉันไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับวิชาดาบนั่นมากก่อนเลย”
แววตาของเหล่าดาร์กเกมเมอร์ลุกโชนด้วยไฟแห่งความอิจฉา
พวกเขาเคยประสบพบเจอการต่อสู้มาหลายรูปแบบ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพึ่งเคยเห็นเทคนิคแบบนี้
“เพลงดาบประกายแสง!”
ทุกครั้งที่วีดใช้ทักษะดาบของเขา
เหล่าดาร์กเกมเมอร์ก็จับตาดูเอาไว้ไม่คลาดสายตา
แม้ว่าพวกเขาจะยังอยู่ในการต่อสู้อยู่ก็ตาม
‘ฮึ่มม
ทักษะแข็งแกร่งสุดๆไปเลย’
‘แสงพุ่งออกมาแบบต่อเนื่องแล้วก็ฆ่าพวกมอนสเตอร์จนตาย
เจ๋งโคตร’
การออกล่าเพคอยลซ์ที่แสนยุ่งยากที่พวกเขาเคยคิดไว้นั้นกลับมีวีดและซอยูนช่วยสร้างความเป็นไปได้ด้วยทักษะดาบของพวกเขา
มันคือทักษะดาบที่กินค่ามานาและค่าแรงกายค่อนข้างมากจนแทบไม่น่าเชื่อ
ทว่าพวกมอนสเตอร์ที่อยู่ในนี้แข็งแกร่งเป็นพิเศษ เลยทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกจึงจำใจต้องใช้มันไป
พวกเขาได้รับของดร็อปและแต้มประสบการณ์จากการกำจัดพวกมอนสเตอร์ มันคือการล่าอันแสนหฤโหดที่มีเส้นชีวิตคอยตัดสินความเป็นความตายอยู่
แต่ด้วยลำแสงลึกลับที่กำลังเฉิดฉายภายในดันเจี้ยน ช่างเป็นสิ่งที่งดงามจริงๆ
วีดและซอยูนใช้เพลงดาบประกายแสงของพวกเขาเพื่อลดพลังชีวิตของพวกมอนสเตอร์
แล้วก็เข้าไปเผด็จศึกพวกมันด้วยการโจมตีแบบระยะประชิด
**********
เวลาจริง: 4 นาฬิกาช่วงเวลาเช้าตรู่
วีดได้เข้าเชื่อมต่อเกมแต่ไก่โห่เมื่อเทียบกับกิจวัตรปกติของเขา
เพราะว่าเขาไม่จำเป็นจะต้องออกไปจ่ายตลาด
แล้วก็เตรียมที่จะทำข้าวเช้าเป็นข้าวผัดง่ายๆ แต่มันคงจะแปลกพิลึกที่จะออกล่ากับพวกประติมากรรมสลักชีพ
เขาเลยต้องพักแล้วก็ใช้เวลานี้ไปแกะสลักประติมากรรม
“นั่นมันนายท่านนิ”
เจ้าเหลืองที่กำลังทรุดตัวนอนลงบนสนามหญ้าอย่างสบายตัว
ผิดกันกับพวกแวนฮอร์ค โทริ และเหล่าประติมากรรมสลักชีพทั้งหลายที่ต้องการการนอนหลับอย่างเต็มที่
“ก็ได้ งั้นแกก็พักที่นี่ก่อน
กินให้อิ่มๆละกัน”
วีดให้หญ้าแห้งอุ่นๆกับมันแล้วก็นั่งลง
จากนั้นเขาก็ตกลงสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง
พลางคิดว่าประติมากรรมแบบไหนกันที่เขาต้องแกะถึงจะทำให้เขากลายเป็นปรมาจารย์ประติมากรได้
‘การแกะสลักนี่คงต้องใช้งบประมาณทั้งหมดแน่…หรือฉันควรจะกรีดเลือดกรีดเนื้อเพื่อรวบรวมเงินทั้งหมดที่มีแล้วก็ลองทำประติมากรรมที่ดูเจ๋งๆ
แพงๆ แฟนซีๆหน่อยดีไหมนะ?’
ด้วยอำนาจของเขาในฐานะของลอร์ดแห่งโมราต้าและป้อมปราการเวอร์โก้
เขาสามารถเบิกเงินภาษีเอามาสร้างประติมากรรมโลหะล้ำค่าขนาดมหึมาก็ยังได้ ทว่าแน่นอนละว่า
ไม่ได้มีอะไรมาการันตีว่าประติมากรรมดีๆจะต้องสร้างมาจากการโยนเงินไปกับการสร้างมันซะหน่อย
แต่ถึงยังไงวัสดุแกะสลักที่ดีก็ให้ผลลัพธ์ทางการผลิตที่ดีด้วยเช่นกัน
ฮวารยองล็อคอินเข้ามาขณะที่วีดกำลังเอาวัสดุออกมาแกะสลัก
เธออยากจะมีเวลาเหมาะๆมากพอที่จะอยู่ด้วยกันสองต่อสอง
ดังนั้นเธอถึงได้เข้ามาตั้งแต่เช้าตรู่และรอเพื่อพบเขา
โชคดีสำหรับเธอที่วีดก็ล็อคอินเข้ามาแล้ว
เธอยิ้มออกมาอย่างกรุ้มกริ่มเผยให้เห็นร่องลักยิ้มของเธอ
‘ไม่มีอะไรมาขัดขวางโชคชะตาของฉันได้’
อรู้ววววววววว!
เสียงเห่าหอนของหมาป่าดังจนมาจากที่ไหนซักแห่งที่ไกลออกไป
“ว้ายยย
ทำไมวันนี้ถึงได้น่ากลัวจังเลย?”
ฮวารยองกระโดดเข้าไปอยู่ใกล้ๆวีด
ผู้หญิงที่สามารถล่าหมาป่าได้มากกว่า 5,000 ตัวกลับกำลังแสร้งทำเป็นอ่อนแอ
และฉวยโอกาสขยับเข้ามาใกล้วีดจนเห็นเขาแกะสลักได้อย่างถนัดตา
สายตาของวีดชำเลืองไปที่เรือนร่างของเธออย่างรวดเร็ว
ฮวารยองผู้ที่เคยผ่านสายตาเช่นนั้นจากเหล่าชายหนุ่มมานับไม่ถ้วนจึงไม่ยอมพลาดที่จะเห็นสายตานั้น
‘ยังไงคุณวีดก็ยังเป็นผู้ชายนี่น่า’
เธอรู้สึกมีความสุขหลังจากที่เห็นม่านตาของวีดขยายใหญ่ขึ้น
‘วันนี้เธอเปลี่ยนชุดใหม่อีกแล้วสินะ’
มูลค่าของเพชรพลอยกับชุดเธอคงราคาไม่ต่ำกว่า
70,000
เหรียญทองแน่ๆ! แถมเธอยังสวมมันให้เหมาะกับรองเท้าบูท
สร้อยคอ แล้วก็สร้อยข้อมืออีก เมื่อมองเห็นไอเท็มที่ฮวารยองสวมใส่แล้ว
วีดก็ถึงกับตาร้อนเป็นไฟเลยทีเดียว
‘เธอนี่มีแต่ชุดแพงๆทั้งนั้นเลยแหะ’
‘เขาต้องหลงเสน่ห์เรือนร่างของฉันแน่ๆ’
ทว่าสิ่งที่ฮวารยองรู้สึกได้
กลับเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง
‘วันนี้ฉันไม่ได้แต่งหน้าเยอะซะด้วยสิ…ฉันควรจะใส่ชุดที่มันยั่วหน่อยๆวาบวิวนิดๆดีไหมนะ? ไม่ๆ
คุณวีดน่าจะชอบอะไรที่ดูใสๆน่ารักๆมากกว่า’
ในฐานะนักเต้น
การสวมใส่เสื้อผ้าที่รู้สึกสบายตัวนั้นดีกว่าการใส่เสื้อผ้าฟิตๆที่มีคุณสมบัติพิเศษเยอะๆ
เธอยังมีชุดตอนที่เธอเคยใส่ตอนเป็นมือใหม่อยู่
และยังมีกระเป๋าที่เอาไว้ใส่เสื้อผ้ากับเครื่องประดับอีกด้วย
“อืมมม
อยากลองใส่ชุดที่พึ่งซื้อมาใหม่จัง คุณช่วยดูให้ฉันหน่อยได้ไหมค่ะว่ามันสวยไหม
คุณวีด?” วีดไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธฮวารยองกับชุดที่เธอกำลังจะใส่
“ได้สิครับ”
หลังจากผ่านไป
30
นาที
ฮวารยองก็รู้สึกว่าความเย้ายวนใจที่ใสบริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบได้กลับมาแล้ว เธอดูมีลุคใสๆด้วยผมที่ยาวสลวยผสานกับชุดเดรสวันพีสสีขาวบริสุทธิ์
“เป็นยังไงบ้างคะ?”
“สวยมากครับ
ตราตรึงดูเป็นธรรมชาติมาก”
หลังจากผ่านไปซักพัก
เธอก็เปลี่ยนชุดที่แสดงออกถึงความเป็นนักเดินทางสาวผู้มีชีวิตชีวา!
“แล้วชุดนี้ละค่ะ ดูเป็นยังไงบ้าง?”
“ดูสวยแล้วใส่สบายมากเลยครับ”
ฮวารยองยังคงเปลี่ยนชุดโชว์ให้วีดเห็นต่อไปเรื่อยๆ
“กระเป๋านั่นดูทันสมัยจังเลยนะครับ
ดูท่าว่าคงทำมาจากหนังแท้พรีเมี่ยมแน่ๆ”
วีดเองก็ใช้เธอเป็นแบบแกะสลักออกมาด้วยเช่นกัน
การได้ใช้เวลาร่วมกันมามากพอสมควร ฮวารยองจึงได้ถามขึ้นมาว่า
“คุณชอบภูเขาไหมค่ะ?”
“ภูเขาหรอครับ?
ก็ไม่ได้ไม่ชอบนะครับ”
ก็ไม่ใช่ว่าวีดจะเคยไปอยู่ในเมืองบนภูเขานานเป็นวันสองวันซะหน่อย
เขาจึงบอกไม่ได้ว่าชอบหรือว่าเกลียดมัน
“ฤดูใบไม้ผลินี้เป็นวันเกิดของฉันน่ะค่ะ
ตอนอากาศกำลังดีๆเราไปปีนเขากันไหมค่ะ?”
ฮวารยองออกปากชวนเดทอย่างกล้าหาญ
หากพวกเขาเจอกันในชีวิตจริงคงยากสำหรับเธอที่จะหลีกเลี่ยงจากข่าวอื้อฉาวแน่ๆ ทว่าเธอก็อยากที่จะอยู่กับวีดในชีวิตจริงเช่นกัน
มันคงเป็นสิ่งที่สุดแสนวิเศษหากเขาได้ไปภูเขาที่ที่เธอจะรู้สึกเป็นอิสระและสบายใจ
“ถ้าเป็นวันเกิดของคุณ
งั้นก็ได้ครับ”
ภายในกลุ่มปาร์ตี้
ฮวารยองเพิ่มชื่อวีดมาเป็นชื่อแรก และพยายามที่จะเป็นตัวช่วยให้กับเขาอยู่เสมอ
“โอเค
งั้นเราไปซื้อพาจอนกับมักก็อลลีแล้วก็ไปสนุกกันเถอะ” (바전:
คล้ายๆแป้งทอดใส่ผักใส่เนื้อไปหาดูในเน็ตนะ막걸리:
ไวน์ข้าว เหล้าพื้นเมืองของเกาหลี)
*****
การได้ออกล่ากับซอยูน
เหล่าดาร์กเกมเมอร์และพวกประติมากรรมสลักชีพเป็นอะไรที่ให้ผลกำไรงามอย่างยิ่ง ทว่าทุกๆคืนก็มักจะมีเสียงร้องโหยหวนมาจากที่ไหนซักแห่ง
ดังจนได้ยินอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีเสียงดังขึ้นมา ฝูงนกที่อยู่ในป่าก็จะบินออกมาให้เห็น
จากนั้นฝูงสิ่งมีชีวิตภายในเขตกราพาสก็จะย้ายถิ่นฐานของพวกมัน
“นายท่าน
ที่นี่ดูอันตรายจริงๆนะครับ”
เจ้าปิงหลงรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง
‘นั่นคงจะเป็นมอนสเตอร์ระดับบอสของเขตกราพาสแน่’
ภายในเขตลาส
ฟาลังคซ์เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากงานตรากตรำต่างๆนานาแล้วก็จบลงด้วยการฆ่าเจ้าคูบิยะ
มหานักรบแห่งความโกลาหล และต้องถูกเล่นงานเสียหายไปทั้งสองฝั่ง วีดตั้งกฎปฏิญาณกับตัวเองว่าจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์แบบนั้นให้ได้
และเมื่อเขาขยับเลเวลจนมาถึงเลเวล 406 อีกครั้ง
เขาจึงตกลงปลงใจที่จะออกจากเขตกราพาสไป ขณะที่เขากำลังรู้สึกเศร้าโศกเสียใจกับการที่เขาไม่สามารถออกล่าในเขตนั้นต่อไปได้
การได้เจอกับซาฮับและมีชีวิตรอดออกมาจากเขตต้องห้ามนั้นก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากพอแล้ว
“ตอนนี้ผมต้องส่งไอเท็มพวกนี้ไปที่เมืองโมราต้านะครับ”
วีดสั่งให้พวกไวเวิร์นขนประติมากรรมพวกนี้ไปที่คฤหาสน์ของลอร์ดภายในเมืองโมราต้า
“ไววัน”
“กวีก กวีก”
“พยายามอย่าบินออกนอกเส้นทางไปกินอะไรล่ะ
พวกนี้ต้องถูกเอาไปไว้ที่คฤหาสน์ของลอร์ดทันที”
“กาก กากา
เนื่องจากนายท่านเป็นคนสั่งเอง
ข้าจะไม่กินปลาซักตัวและมุ่งหน้าตรงไปที่นั่นเลยครับ”
“ถ้าฉันเห็นกระดูกซักชิ้นติดอยู่บนฟันของแก
แกตายแน่”
“ข้าจะตรงไปเมืองโมราต้าเลยครับ”
เขาสั่งให้เจ้าปิงหลงกับเจ้าฟีนิกซ์คอยช่วยพวกไวเวิร์นตอนที่พวกมันบินไป
ด้วยจำนวนของพวกมันแล้ว พวกมันจะต้องไม่เจอกับปัญหาใดๆตลอดทางกลับไปเมืองโมราต้า และมันคือพัสดุที่พวกมันจะต้องจัดส่งอย่างกับของล้ำค่า
เพราะนี่คือพวกประติมากรรมที่บรรจุทักษะวิชาดาบลับเอาไว้
เหล่าดาร์กเกมเมอร์และฮวารยองตกลงที่จะไปเจอกันที่เมืองโมราต้าในภายหลัง
“งั้นไว้เจอกันใหม่ภายหลังค่ะ
ได้โปรดติดต่อฉันด้วยตอนที่คุณกลับมาถึงแล้วนะคะ!”
“ได้สิครับ
เดินทางปลอดภัยนะครับคุณฮวารยอง”
พวกเขาตัดสินใจขี่พวกไวเวิร์นที่ไม่ได้ขนของใดๆเอาไว้ ขณะที่มันก็ชัดเจนกันอยู่แล้วว่า
ฮวารยองจะกลับไปยังเมืองโมราต้าที่ที่คนอื่นที่เหลือในปาร์ตี้ของเธออยู่
ทว่าที่แปลกใจอย่างยิ่งก็คือเหล่าดาร์กเกมเมอร์ที่ละทิ้งอาณาจักรเบรนท์มาทั้งๆที่นั่นเป็นจุดรวมตัวเดิมของพวกเขา
‘ทักษะดาบนั่นน่าทึ่งชะมัดเลย’
‘ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
มันคงจะมีประโยชน์มากแน่ๆตอนที่เอาทักษะนี้ไปสู้กับพวกมอนสเตอร์ ส่วนพวกคู่ต่อสู้ของเรา
ตอนที่เห็นครั้งแรก ก็คงพากันตกตะลึงแน่ๆ’
เมื่อใดก็ตามที่วีดและซอยูนใช้เพลงดาบประกายแสง
แววตาของเหล่าดาร์กเกมเมอร์ก็เต็มไปด้วยความโลภ
ในบรรดาทักษะดาบทั้งหมดที่พวกเขาเคยรู้จักมา
นี่คือเทคนิคดาบที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน!
‘พวกเขาเคยบอกว่า
ซาฮับคือปรมาจารย์ดาบ เพราะงั้นพวกเขาต้องเรียนมันมาจากเขาแน่ๆ’
‘มีโอกาสสูงที่มันจะเป็นหนึ่งในทักษะวิชาดาบลับ’
เหล่าดาร์กเกมเมอร์ได้แสดงความเป็นมิตรออกมาอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช
“ผ้าพันแผลของผมหมดแล้วนะครับ”
“ท่านวีด
ใช้ผ้าพันแผลนี่สิครับ”
“นี่คือชุดปฐมพยาบาลที่ข้าไม่เคยใช้มาก่อน
ได้โปรดใช้มันด้วยครับ”
“ลูกธนูของข้าเองก็หมดแล้วด้วย”
“นี่ครับ เอากระบอกใส่ลูกธนูของข้าไปเถอะ
มันเป็นกระบอกใส่ลูกธนูปลุกเสกจนสามารถบรรจุลูกธนูได้ถึงห้าร้อยลูก
ได้โปรดอย่าคิดว่านี่เป็นข้อผูกมัดใดๆและใช้อย่างที่ท่านต้องการเถอะ ไม่ต้องเอามาคืนข้าหรอก”
เมื่อไหร่ที่วีดเอ่ยความต้องการของเขาออกไป
พวกเขาก็จะเสนอให้กับเขาในทันที
นั่นก็เพราะพวกเขาต่างมีเป้าหมายซ่อนเร้นที่บางทีวีดอาจจะสอนทักษะดาบลับให้กับพวกเขา
แน่นอนด้วยความละโมบโลภมากของวีดที่เขาต้องการที่จะเก็บวิชาดาบลับของซาฮับเอาไว้กับตัวเองเท่านั้น
ด้วยเหล่าประติมากรรมที่เขาแกะสลักขึ้นมาที่ช่วยทำให้เขาเข้าใจในทักษะดาบลับนั้นได้
มันถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาอยากจะให้เหล่านักดาบเรียนรู้เท่านั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนจะขอเรียนรู้ด้วยก็แล้วแต่
เขาก็จะไม่ยอมเปิดเผยทักษะลับนี้กับใครเด็ดขาด แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีคนอื่นที่รู้ทักษะดาบประกายแสงนี้อยู่ด้วยเช่นกัน
เพราะว่าซาฮับได้ออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว และเมื่อเวลานั้นมาถึง เขาก็จะสามารถเอาไปโก่งราคาดีๆจากเหล่าดาร์กเกมเมอร์ได้
ในกรณีของซอยูน
เธอบอกว่าเธอมีธุระต้องไปทำที่ราชอาณาจักรโรเซนไฮม์จึงตัดสินใจที่จะไปกับวีด
มันคือเวลาที่เจ้าไวทรีจะต้องย้ายก้นหนักๆของมันออกบินอีกครั้ง ดังนั้นมันจึงรู้สึกเหมือนกำลังจะล้มดูเหมือนจะเป็นลมเพราะต้องไปอยู่ในจุดๆนั้นอีกครั้ง
“ไวทรี”
“ครับ?”
“ฉันจะไปกับแก”
“แกร๊กกกกกก!”
(TT)
เจ้าไวทรีทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมทั้งน้ำตา
จากนั้นวีด ซอยูน และไวทรีก็บินตรงไปยังราชอาณาจักรโรเซนไฮม์
“ไวทรี
ฉันควรตัดเสื้อผ้าให้แกซักชุดดีไหม?”
จงอยปากของเจ้าไวทรีง้างออกมาด้วยความตกใจแล้วก็ตบปากรับคำด้วยการผงกหัวตอบรับ
‘นายท่านทำให้ข้าลำบากมามาก
ฉะนั้นข้าก็ควรเป็นคนที่จะได้รับการดูแลมากที่สุด’
“ฉัน
จะทำชุดเนื้อผ้าหนาๆตอนที่อากาศหนาวๆให้นะ”
“นายท่าน
เป็นบุญของข้ายิ่งนักที่ท่านจะเย็บเสื้อผ้าให้”
“ข้าแค่พึ่งคิดได้ว่าหลังเจ้ามันทั้งแข็งทั้งเย็นเฉียบตอนที่ต้องขี่แกไปนานๆ อย่างน้อยก็ควรจะมีผ้าห่มอุ่นๆสบายๆวางไว้บนนี้บ้าง อ่ะ ใช่แล้ว ฉันควรจะทำหมอนไว้ซักใบด้วย”
“ข้าแค่พึ่งคิดได้ว่าหลังเจ้ามันทั้งแข็งทั้งเย็นเฉียบตอนที่ต้องขี่แกไปนานๆ อย่างน้อยก็ควรจะมีผ้าห่มอุ่นๆสบายๆวางไว้บนนี้บ้าง อ่ะ ใช่แล้ว ฉันควรจะทำหมอนไว้ซักใบด้วย”
“….”
เจ้าไวทรีกำลังรู้สึกเป็นกังวลว่าถ้าหากบนหลังมันมีพื้นที่เหลือมากพอ
มันคงถูกบังคับให้บินไปพร้อมกับแบกชุดโต๊ะเก้าอี้ไปด้วยแน่ๆ!
ขณะที่กำลังบินตรงไปยังราชอาณาจักรโรเซนไฮม์
วีดก็สร้างประติมากรรมแสงจันทร์ไปพลาง ปรอยผมของซอยูนพลิ้วไปตามสายลมขณะที่เธอมองดูเขานั่งแกะสลัก
มีช่วงเวลาหลายครั้งที่ชายหนุ่มดูมีเสน่ห์น่าดึงดูดเมื่อเขาใส่จิตวิญญาณและความมุ่งมั่นกับผลงานของพวกเขา
ทว่าซอยูนก็ยังดูงดงามราวกับเทพธิดาแม้ในยามที่เธอเหม่อลอย
เธอกำลังนั่งอยู่
ณ ที่ตรงนั้นด้วยดวงดาราและแสงจันทร์พร่างพรายลงมาจากท้องฟ้าราวกับเป็นฉากพื้นหลังที่แสนงดงามของเธอขณะที่เส้นผมของเธอพลิ้วไหวไปตามสายลม
เมื่อใดก็ตามที่วีดใช้ทักษะแกะสลักแสงจันทร์ก็จะมีแสงส่วนเกินฉายสาดส่องออกมากระทบ
คงจะไม่พูดเกินจริงไปหากจะบอกว่า แสงเหล่านั้นได้เนรมิตให้ใบหน้าอันงดงามของเธอกลายเป็นสมบัติอันล้ำค่าออกมา!
“ขณะที่ฉันค้นหาความกว้างขอบเขตและความล้ำลึกของการแกะสลัก
ฉันก็ยิ่งรู้สึกราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่มีศักยภาพอันไร้ที่สิ้นสุดจริงๆ”
ในตอนที่วีดใช้มีดแกะสลักของเขา
เขาก็ถูกดึงตัวลงลึกสู่ความคิดแรกเริ่มที่อยู่ในบรรดาประติมากรรมของซาฮับ
“โลกที่ประติมากรรมจะขายออกได้ราคาแพงๆกำลังจะมาถึงแล้ว”
สำหรับอาชีพประติมากรแล้ว
อนาคตเป็นสิ่งที่พวกเขามิอาจคาดหวังได้เลยจริงๆ
หากพวกเขามีอยู่มีกินกับผลงานประติมากรรม
ถ้าหากพวกเขาผูกความหวังและความฝันทั้งหมดของพวกเขาเอาไว้บนเส้นทางที่พวกเขาเดินไปในฐานะประติมากร
นั่นก็ถือว่าเป็นความสุขที่แท้จริงได้แล้ว
*****
ณ
ราชอาณาจักรโรเซนไฮม์!
เมื่อเปรียบเทียบกับครั้งในอดีตตอนที่วีดเริ่มเล่นเกม
มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ร้านค้าขายของชั้นดีถูกสร้างขึ้นมา
ส่วนเสื้อผ้าชุดแต่งกายทั่วไปของพวกผู้เล่นระดับต้นก็ดูมีคุณภาพที่สูงด้วย
“โรเซนไฮม์เติบโตค่อนข้างเยอะเลยแหะ”
วีดและซอยูนที่ขี่อยู่บนไวเวิร์นร่อนลงบริเวณภูเขาที่ห่างออกจากตัวเมืองและเดินไปต่อ
สู่เมืองหลวงของราชอาณาจักร ป้อมปราการเซราบอร์ก(Serabourg Citadel)
มีพ่อค้าเร่และนักผจญภัยบางคนที่เดินผ่านไปมาจดจำวีดได้
“ฉันกลับมาถึงบ้านเกิดที่แท้จริงของฉันแล้ว”
มันคือช่วงเวลาที่เขาเคยขายประติมากรรมรูปแกะได้จำนวนมาก
และยังมีเหยื่อหน้าโง่จำนวนมหาศาลพอๆกันที่มาซื้อผลงานของเขาด้วยราคาแพงหูฉี่
แถมยังมีพวกผู้เล่นผู้ที่ทุกข์ทรมานแบกก้อนหินหนักๆเพื่อเอาไปสร้างพีระมิดอีก! หากเมื่อเขานึกย้อนกลับไป หวนรำลึกนึกถึงความทรงจำดีๆ พวกเขาก็ช่างเป็นคนมีอัธยาศัยมิตรไมตรีที่ดีจริงๆ
วีดและซอยูนรีบเร่งฝีเท้า ออกเดินอย่างรวดเร็ว
“มีหลายอย่างที่ฉันต้องทำในเมืองนี้”
มีไอเท็มล้นถุงที่ดร็อปจากเขตกราพาสตั้ง
4
ถุง
เขาจำเป็นต้องกำจัดพวกไอเท็มที่ไม่จำเป็นแล้วก็ไปพบนางสนองพระโอษฐ์ชรา
“ในที่สุด
ฉันก็ต้องร้องเพลงนั่นสินะ”
ซอยูนแสดงสีหน้าเป็นกังวลออกมาทางใบหน้าของเธอ
เหตุผลที่เธอมีสีหน้าเช่นนั้นก็เพราะเธอเคยได้ยินวีดฝึกร้องเพลงนั่นมาก่อน เมื่อเทียบกับน้ำเสียงอันไพเราะเพาะพริ้งของซาฮับ
พรสวรรค์ของวีดช่างห่างไกลไปหลายพันปีแสง! มันเป็นเสียงที่แปลกประหลาดเหมือนกับไก่ตัวผู้ที่ขันออกมาอย่างกระดากกระด้านในตอนเช้าตรู่ก็ไม่ปาน
‘จะเป็นไรมั้ยนะ?
หวังว่าคงไม่มีอะไรแย่ๆเกิดขึ้นหรอกนะ’
แล้วซอยูนก็ตามเขาไปด้วยความเป็นห่วง
วีดพึ่งจะผ่านประตูปราสาทเมืองเซราบอร์กเข้าไปและตรงไปยังจัตุรัสเมืองขณะที่เหล่าอัศวินและทหารยามของประตูแห่งราชอาณาจักรโรเซนไฮม์ก็เดินตรงมาและล้อมตัวเขาเอาไว้
เหล่าผู้เล่นทั้งหลายเริ่มชี้นิ้วไปที่เขาและเริ่มเอะอะตึงตัง
“เอ๋
เกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนั้นนะ?”
“หรือว่าเขาทำผิดตอนที่พยายามเข้ามาในเมืองหรือเปล่านะ?”
“ใช่แล้ว
ในที่สุดก็จะได้เห็นซะที มันจะต้องถูกพวกทหารเฆี่ยนจนตาย”
“ดูที่อุปกรณ์เครื่องแต่งกายของเขาสิ
เขาก็ไม่ใช่พวกมือใหม่นะ แล้วเขากล้ายืนเทียบเท่ากับพวกทหารได้ยังไงกันนะ?”
“แล้วไง
เขาก็คงจะกลายเป็นศัตรูของราชอาณาจักรโรเซนไฮม์และก็จะมีกองกำลังทหารมากมายไล่ตามไปฆ่าเขาอยู่ดี”
วีดรู้สึกว่าสถานการณ์แบบนี้ช่างไม่ยุติธรรมเหลือเกิน
“ฉันทำอะไรผิดนักหนากัน…”
เขาจำได้เพียงแค่ความชั่วร้ายอันขี้ปะติ๋วที่เขาเคยทำเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น
‘มีแค่ไม่กี่ครั้งที่ฉันแปลงร่างเป็นอันเดดนี่นา
สุมหัวกับพวกโจรสลัด แล้วก็ต่อสู้กับเจ้าโปลอนจากกิลด์เฮอร์มีสด้วยกองทัพอันเดดแต่ว่า…’
นั่นเป็นการกระทำที่ต่างลดค่าชื่อเสียงของเขาทั้งนั้น
แต่ว่าถ้าหากว่าเขาอยากมีอยู่มีกินมีงานทำ
ไอ้เรื่องแบบนั้นก็ถือว่าจำเป็นต้องทำ!
เหล่าอัศวินกับทหารไม่ได้ชักดาบของพวกเขาออกมาหรือข่มขู่วีดเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังยกมือแนบที่อกและต้อนรับเขาด้วยความเคารพ
“ยินดีต้อนรับ
เหล่านักผจญภัย”
เหล่าผู้เล่นที่กำลังเฝ้ารอภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจต่างรู้สึกงงงวยกับการกระทำของเหล่าทหาร
“เฮือก”
“ข้าทำการค้ามามากกว่า 2 ปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าเห็นพวกทหารทำแบบนั้น
แม้แต่พวกอัศวินก็ยอมก้มหัวให้พวกเขางั้นหรอ!”
“เจ้านั่นเป็นใครกันฟะ?”
“พวกนายคิดว่าพวกแรงเกอร์จากทางตอนกลางมาเล่นที่นี่หรือเปล่า?
แต่ดูจากการทำความเคารพที่พวกทหารแสดงอยู่นั่น
ค่าชื่อเสียงของพวกเขาต้อง…”
สายตาของผู้คนที่อยู่บริเวณประตูปราสาทต่างมองไปทางวีดและซอยูน
วีดพยายามไม่สนใจพวกเขาและเดินเข้าไปในปราสาท
ทว่าตอนนั้นเองอัศวินคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า
“ฝ่าบาทปรารถนาที่จะพบเหล่านักผจญภัย
จึงได้รับสั่งให้ข้ามาเชิญพวกเขาไปยังปราสาท”
นั่นคือผลจากค่าชื่อเสียงและความสำเร็จที่ได้มานั่นเอง! เขาสามารถเข้าพบราชาองค์ไหนก็ได้ที่อยู่ในทวีปเวอร์เซล ทว่าการได้เห็นว่าเมืองโรเซนไฮม์เป็นดินแดนที่วีดเริ่มต้นเล่นที่นี่
การปฏิบัติดูแลที่เขาได้รับจึงแตกต่างอย่างมาก ถ้าหากเขาอยู่เบื้องหลังและคอยขับเคลื่อนป้อมปราการเซราบอร์ก
ก็เป็นไปได้แน่ที่ราชอาณาจักรโรเซนไฮม์จะพัฒนาอย่างยิ่งใหญ่
“ข้ายังมีสิ่งที่ต้องทำเพื่อรักษาสันติภาพของทวีปแห่งนี้
การได้เข้าเฝ้าองค์ราชา ผู้ปกครองราชอาราโรเซนไฮม์ ช่างเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้วสำหรับข้า
ทว่าข้ามีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องสะสาง ฉะนั้นข้าจะไปถวายการเข้าเฝ้าพระองค์ทีหลังแล้วกัน”
เขายืดเยื้อภารกิจของนางสนองพระโอษฐ์ชรามานานมากแล้ว
ฉะนั้นเขาจึงอยากจะทำภารกิจนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาสามารถเข้าพบพระราชาของอาณาจักรโรเซนไฮม์ทีหลังก็ได้
“ถ้าเป็นเช่นนั้น
พวกเราก็ไม่อาจทำอะไรได้ ฝ่าบาทจะรอคอยท่าน
ได้โปรดทำตามรับสั่งของพระองค์ด้วยนะครับ”
“ข้าจะทำแน่”
จากนั้นวีดและซอยูนที่อยู่ภายใต้สายตาของเหล่าผู้เล่นมากมาย
ก็เดินเข้าสู่ป้อมปราการเซราบอร์ก
*****
“ข้ารับซื้อและขายไอเท็ม
แถมข้ายังสามารถจัดหาหรือว่าขายซ้ำได้”
“ข้าสามารถทำอุปกรณ์แบบไหนก็ได้ที่ท่านต้องการ”
“ก่อนที่ท่านจะไปออกล่า
โปรดตรวจเช็คสิ่งของจำเป็นที่ต้องใช้ให้ดี ข้าจะขายให้ท่านในราคางามๆ”
วีดตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังจัตุรัสและจัดการกับถุงใส่ไอเท็มของเขา
ชายร่างอ้วนท้วมพร้อมกับรถลากที่จอดอยู่กำลังรออยู่ที่นั่นแล้ว
“ใช่ท่านวีดหรือเปล่าครับ?”
“ใช่ครับ
ถูกต้อง”
นั่นคือพ่อค้าที่กำลังรอเขาอยู่หลังจากที่ติดต่อเมแพนไป
เขาคือพ่อค้าที่มีแววรุ่งที่มีฉายาว่า ‘เอาเงินมานี่’
(Gimme the Money) ที่อยู่ในเมืองโรเซนไฮม์ซึ่งมีชื่อเสียงมาจากการไม่ยอมคนของเขา
“ท่านเอาของมาด้วยหรือเปล่าครับ?”
“จ่ายเงินมาก่อนสิ”
“นี่ครับ
ข้าคงจะไม่ระวังตัวเกินเหตุหรอกนะครับ แต่ว่านี่เป็นของดีจริงๆใช่ไหมครับ?”
“ก็ลองตรวจดูเองสิ”
ถ้าหากคนที่ไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้คืออะไรได้ยินเข้าคงคิดว่าวีดกับเจ้า ‘เอาเงินมานี่’ อาจจะกำลังขายของผิดกฎหมายอยู่ก็เป็นได้
“ของดีจริงๆ
คุณภาพก็ดีไม่มีที่ติเลย ข้าขอยอมรับมันด้วยใจจริงเลยครับ”
“เป็นการตกลงซื้อขายที่ดีจริงๆ
หากมีโอกาสอีกครั้งหน้าไว้เราค่อยมา..”
“เมื่อไรก็ตามที่ท่านมีของ
ตามหา ‘เอาเงินมานี่’ ภายในป้อมปราการเซราบอร์กได้ตลอดเวลาเลยครับ”
ฉากนี้ช่างให้บรรยากาศชั่วร้ายเหมือนกับในหนังอาชญากรรมที่ฉายทางช่องเคเบิลก็ไม่ปาน
สำหรับวีดแล้ว
ยิ่งเขาติดต่อธุรกิจค้าขายนี่เร็วมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงรับถุงเงินมาและหันหลังกลับโดยไม่เสียดายแม้แต่น้อย
ถุงหนังที่ใส่ของไม่ใช่อะไรที่พิเศษนัก ทว่าภายในถุงคือเงิน 168,000 เหรียญทอง! เพราะว่าไอเท็มพวกนี้ได้มาจากการล่าภายในเขตกราพาส
เขาจึงได้รับเงินมาค่อนข้างมาก อีกอย่างต้องขอบคุณพวกแจปเท็มที่ซอยูนเก็บมาด้วยเช่นกัน
เขาจึงขายมันได้ราคาค่อนข้างดี ที่ดีไม่ใช่แค่การรู้จักรวบรวมแจปเท็มเท่านั้น
แต่ยังต้องรู้จักการขายพวกมันในราคาที่ใช่ด้วย
“เอาละ
ไปกันได้แล้ว”
พวกเขามุ่งหน้าไปยังที่พักของนางสนองพระโอษฐ์ชรา
ปกติแล้วตามถนนหนทางจะเต็มไปด้วยบ้านช่องที่มีรูปทรงคล้ายๆกัน
แต่ว่าวีดตามหาบ้านของนางเจอได้อย่างรวดเร็ว
“ฉันไม่ได้ส่งนมตั้ง
3 ปีกับส่งหนังสือพิมพ์อีก 7 ปีแบบสูญเปล่าหรอกนะโว้ย!”
เมื่อวีดเข้าไปในบ้านของนางสนองพระโอษฐ์ชราเขาก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่านางดูแก่กว่าก่อนหน้านี้มาก
“นักผจญภัยเอ๋ย
ในที่สุดเจ้าก็กลับมาพบข้าซะที”
“ใช่ครับ
ข้าได้ฝ่าลมหนาวและหยาดน้ำค้างยามเช้า
ระหกระเหินไปทั่วทวีปเพื่อที่จะรักษาสัญญาที่ข้าได้ทำไว้กับท่าน”
“เช่นนั้นเจ้าได้พบกับซาฮับหรือเปล่า?”
“ท่านพูดถูกทุกอย่างเกี่ยวกับเขา
อีกอย่างเขาสร้างประติมากรอันน่าทึ่งออกมามากมาย”
“ช่างน่าเสียดายนักที่ข้าไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับประติมากรรมมากนัก
สำหรับข้าแล้วมีเพียงความทรงจำที่เหลืออยู่ของท่านซาฮับที่มีต่อองค์ราชินี
ถ้างั้นข้าก็อยากจะฟังบทเพลงนั่นแล้วล่ะ”
วีดเอาฮาร์ปออกมาเพื่อบรรเลงผสานไปพร้อมกับการขับร้องของเขา
“ถ้างั้น
ข้าจะเริ่มล่ะนะ”
แกร๊ง…แตร๊ง….แกร๊งง…..กรี๊กกก……
ทันทีที่วีดร้องเพลงของเขาจบลง
นางสนองพระโอษฐ์ชราก็ผงกหัวของเธอ
“แปลกจังนะ”
“เอ๋?”
“ข้าไม่คิดว่าเสียงหนวกหูแบบนี้จะเหมือนกับตอนที่ข้าเคยได้ยินเมื่อตอนนั้น
ทว่ามันก็ไม่ได้ดูแตกต่างกันมากนัก…”
มันคือระดับเสียงที่เป็นท่วงทำนองที่ถูกสร้างขึ้นมานั่นเอง! การยอมไปลุยในเขตลาส ฟาลังคซ์คงจะง่ายกว่าให้วีดมาร้องเพลงแบบนี้แน่ๆ
“แต่ยังไงข้าก็รู้สึกมีความสุขจริงๆที่ข้าสามารถจดจำเรื่องราวในอดีตนั้นได้
เจ้ารู้ไหม? เมื่อเจ้าแก่ตัวลงความทรงจำที่แสนสุขเมื่อครั้งในอดีต
นั่นเปรียบได้ดั่งอัญมณี”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นครับ”
“ท่านซาฮับและองค์ราชินีช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก
ข้าล่ะอยากจะเห็นตอนที่พวกเขาได้แกะสลักและออกเดินทางร่วมกันจริงๆ…”
หยดน้ำตาไหลพรากออกมาจากดวงตาของนางสนองพระโอษฐ์
วีดรู้สึกอ่อนไหวเมื่อเห็นน้ำตาของหญิงชรา
จากนั้นวีดก็หยิบแท่งไม้เล็กๆออกมาสามท่อน
แซก แซกๆๆๆ
ตัวแรกคือรูปสลักของซาฮับหนุ่ม
อีกตัวเป็นราชินี และตัวสุดท้ายคือรูปสลักของนางสนองพระโอษฐ์สาวที่เขาเห็นจากวิดีโอ
|
ได้โปรดตั้งชื่อประติมากรรมของท่าน
|
“นางสนองพระโอษฐ์…ไม่ๆ ความทรงจำของคุณยาย ละกัน”
|
‘ความทรงจำของคุณยาย’ ใช่หรือไม่?
|
“ใช่”
|
ประติมากรรม
‘ความทรงจำของคุณยาย’ สำเร็จแล้ว
|
|
ประติมากรรมที่แกะสลักโดยวีด
ผู้ที่ใกล้เคียงกับคำว่านักแกะสลักขั้นสูงสุด
|
|
ประติมากรรมได้แกะขึ้นมาในระยะเวลาที่สั้นมาก
|
|
คุณค่าทางศิลปะ: 289
|
|
ค่าความเชี่ยวชาญของทักษะแกะสลักเพิ่มขึ้น
|
“นี่เป็นของขวัญให้ท่านครับ”
“ช่างเป็นประติมากรรมที่ยอดเยี่ยมมาก!
ถึงแม้ว่าข้าจะไม่รู้เกี่ยวกับประติมากรรมมากนัก
แต่ดูเหมือนมันจะแกะออกมาจากทักษะที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ”
วีดมีความคิดที่จะเพิ่มค่าความเป็นมิตรกับนางสนองพระโอษฐ์ชราเป็นอย่างดี
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ของอะไรจากเธอ
แต่อย่างน้อยเขาก็อาจจะได้กินข้าวฟรีซักมื้อ
การเคลื่อนที่ของเจ้าไวเวิร์นเพิ่มขึ้นจากเลเวลที่เพิ่มขึ้นของมัน
ดังนั้นจึงทำให้วีดกับซอยูนบินตรงมาที่นี่ในเวลาไม่นานและยังไม่ได้กินอะไรมาตลอดทาง
ซอยูนและวีดมองไปที่นางสนองพระโอษฐ์ด้วยแววตาอันอบอุ่น
“ขอบคุณมาก
การได้รับของขวัญเช่นนี้ก่อนที่ข้าจะตายไป แถมยังได้เพลิดเพลินกับบทเพลงของเจ้าอีก”
|
ติ้ง!
|
|
‘ตามรอยมรดกของซาฮับ’ สำเร็จแล้ว
|
|
บทเพลงของซาฮับได้ปลุกความทรงจำของนางสนองพระโอษฐ์เอลเซส
นางจะบอกเล่าเรื่องราวที่ท่านไม่ได้ฟังเมื่อครั้งที่แล้ว
|
|
รางวัลภารกิจ: ของขวัญจากเธอและข้อมูลสำหรับภารกิจต่อไป
|
|
ค่าชื่อเสียงเพิ่มขึ้น
569
หน่วย
|
|
ค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
|
‘ภารกิจไม่ได้จบลงตรงนี้งั้นหรอ…’
นี่คือภารกิจที่เริ่มต้นจากศูนย์การฝึกและยังให้โอกาสเขาได้เลือกคลาสอาชีพประติมากรแสงจันทร์อีก
วีดไม่ได้หวังว่าจะได้รางวัลภารกิจที่ใหญ่โตซึ่งส่งผลต่อค่าประสบการณ์ 3.7% อย่างนี้มากนักเพราะเขามีเลเวลที่ค่อนข้างสูงมากแล้วในตอนนี้ ทว่าที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือเรื่องราวของภารกิจที่เกี่ยวกับซาฮับและราชินีนั้นยังไม่จบ
“นี่คือของบางสิ่งที่ข้าเก็บเอาไว้ให้คนที่ช่วยให้ข้าได้ฟังเพลงนั่นอีกครั้ง”
นางสนองพระโอษฐ์ชราลุกขึ้นจากที่นั่งและเอากล่องเล็กๆออกมาจากลิ้นชัก
“เปิดดูสิ
มันคืออัญมณีที่ราชินีให้ข้าไว้ บัดนี้ข้าอยากจะให้มันไว้กับเจ้า”
วีดเปิดกล่องออกและเห็นเพชร
3
เม็ดส่องแสงแวววาว
‘นี่ต้องมีมูลค่าอย่างต่ำ
70,000 เหรียญทองแน่ๆ’
วีดประเมินมูลค่าทันทีที่เห็นมัน
“สิ่งนี้คอยเป็นสิ่งรำลึกนึกถึงเรื่องราวของราชินีเมื่อครั้งก่อน
ในตอนที่ท่านซาฮับจากไป องค์ราชินีก็ตกลงสู่ห้วงแห่งความโศกศัลย์ ทว่าในฐานะราชินีแห่งอาณาจักร
พระนางกลับมิเคยแสดงความเศร้าโศกใดๆออกมาและทำเป็นว่าพระนางสบายดี ทว่าหลังจากนั้นก็มีบางอย่างเกิดขึ้น
พระนางสวรรคตด้วยโรคลึกลับหลังจากผ่านไปได้ปีครึ่ง ข้ารู้มาว่ามีอนุทิน(diary)ที่พระนางเคยบันทึกบางอย่างถึงช่วงเวลานั้นเอาไว้ด้วย…”
นั่นคือหญิงผู้ที่ต้องใช้ชีวิตในฐานะราชินี
หลังจากที่ส่งชายผู้เป็นที่รักให้จากไปตั้งแต่ยังสาว
ในฐานะราชินีแห่งราชอาณาจักรโรเซนไฮม์
พระนางทั้งสูงเกียรติและทรงคุณธรรม
ทว่าเมื่อตอนพระนางยังเยาว์วัยกลับติดโรคภัยร้ายแรงและต้องข้ามเส้นทางที่ยิ่งใหญ่นั้นไป
“น่าจะมีเรื่องราวอื่นๆเกี่ยวกับท่านซาฮับภายในอนุทินขององค์ราชินีที่ข้าไม่สามารถบอกเจ้าได้
ได้โปรดไปตามหาคนที่มีนามว่า ฟาเบียน
เธอคือนางสนองพระโอษฐ์อีกคนที่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวันนั้น ข้าไม่รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ไหม
ก็ไม่รู้ว่านี่จะช่วยเจ้าได้ไหม แต่ว่านางชื่นชอบดอกกระดุมทองมากจริงๆ”
|
ติ้ง!
|
|
อนุทินลึกลับที่ถูกบันทึกโดยราชินีเอเวน
ซึ่งเป็นอนุทินที่เชื่อกันว่ามีการบันทึกความลับของราชอาณาจักรเอาไว้
|
|
เพื่อที่จะหาอนุทินเล่มนี้ให้เจอ
ท่านต้องไปพบฟาเบียน นางสนองพระโอษฐ์ที่เคยรับใช้ภายในราชวัง
|
|
ความยาก: D
|
|
ข้อจำกัดของภารกิจ: ต้องทำภารกิจ ‘ตามรอยมรดกของซาฮับ’ ให้สำเร็จก่อน
|
|
เพื่อที่จะได้รางวัลของภารกิจ
ภารกิจนี้ต้องสำเร็จก่อนที่นางสนองพระโอษฐ์จะเสียชีวิต
|
|
ภารกิจไม่สามารถยกเลิกได้
|
นี่ก็คือภารกิจต่อเนื่องนั่นเอง! เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาถึงจำนวนระดับของภารกิจตั้งแต่ศูนย์ฝึกเป็นต้นมา
วีดได้กลิ่นน่าสงสัยลอยมาจากเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของราชินี
“สำหรับตอนนี้..ข้าเข้าใจแล้ว”
|
ท่านตอบรับภารกิจแล้ว
|
นอกจากรางวัลของภารกิจแล้ว
เขาก็ได้มาไกลถึงขนาดนี้แล้ว แถมยังรู้สึกสงสัยว่าภารกิจนี่จะจบลงยังไงกันแน่
*****
สงครามการปะทะอันยิ่งใหญ่ของกิลด์เฮอร์มีสและราชอาณาจักรคัลลามอร์! ผู้คนต่างนั่งน้ำลายไหลยืดขณะที่สายตาของพวกเขาติดอยู่ที่หน้าจอ
บรรดาอัศวินแห่งราชอาณาจักรคัลลามอร์เพิ่มความเร็วของพวกเขามากขึ้นขณะที่บุกทะลวงฝ่าเข้าไปในสนามรบ
พวกเขาสามารถเจาะทะลวงเข้าไปในกองกำลังหลักของกิลด์เฮอร์มีสและใส่แรงกระแทกเข้าเต็มแรง
แตรเขาสัตว์เป่าดังสนั่น
สลับกับเสียงกระทืบเท้าของกีบเท้าสัตว์ผสานเข้ากับเสียงกู่ร้องของผู้คน ดังกึกก้องสะท้อนออกมาจากสนามรบขณะที่พวกเขาห้ำหั่นกัน
เหล่าผู้ประกาศข่าวต้องการที่จะเก็บรายละเอียดในทุกๆนาที
ทว่าเพราะความรุนแรงของสงครามมันมากเกินไป จึงทำให้พวกเขาสามารถถ่ายทอดต่อผู้ชมได้เพียงแค่ทางอากาศเท่านั้น
ในการเตรียมการก่อสงครามในแต่ละครั้งจะมีคนหมื่นกว่าคนออกไปต่อสู้
ส่วนแนวหลังของอาณาจักรคัลลามอร์ก็มีทหารกองหนุนมากกว่า 100,000 คนที่คอยเตรียมตัววิ่งไปทางตัวเมือง
“เหล่าอัศวินแห่งคัลลามอร์ค่ะ!
นี่คือสิ่งที่น่าทึ่งและน่าหวาดหวั่นจริงๆ เหล่าอัศวินของโคลเดอริมกำลังบุกทะลวงเข้าไปในดงกระสุนเวทย์แล้วค่ะ
และพร้อมที่จะปะทะกันแล้วค่ะ”
เหล่าอัศวินแห่งคัลลามอร์ต่างสวมใส่อุปกรณ์ที่มีค่าการต้านทานทางเวทย์สูง
การโจมตีเวทย์มนต์อ่อนๆไม่มีทางทำดาเมจอะไรได้และจางหายไปในอากาศ
ทว่ามนต์ที่นักเวทย์ชั้นสูงของกิลด์เฮอร์มีสที่ใช้ออกไปปะทะใส่เหล่าอัศวินจังๆอย่างที่พวกเขาเล็งเอาไว้!
ส่วนเหล่าอัศวินหลายคนที่สามารถควบคุมม้าศึกของพวกเขาได้อย่างชำนาญก็ขี่รวดเร็วดั่งสายลมขณะที่กระจายตัวออกไปและปรับเปลี่ยนทิศทางม้าของพวกเขา
และวกกลับไปที่พวกกิลด์เฮอร์มีส ถ้อยคำทั้งหลายไม่อาจบรรยายความยอดเยี่ยมในฉากนี้ได้
เพียงแค่ได้ดูก็ทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นระรัวแล้ว
“โอ้ยยย พวกเขาออกไปตายกันชัดๆ”
“คงจะดีไม่น้อยถ้าพวกกิลด์เออร์มีสโดนทำลายจนย่อยยับอยู่ตรงนี้”
บรรดาผู้ชมที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์และพวกผู้เล่นที่กำลังนั่งดูภายในโรงเหล้าสองสามแห่งของรอยัลโร้ดต่างหวังว่าจะจบลงไปแบบนั้น
พวกเขาต่างมีความคิดและความปรารถนาอยากจะให้กิลด์เฮอร์มีสที่เป็นสัญลักษณ์กิลด์มหาอำนาจที่มีชื่อเสียงภายในทวีปทางตอนกลางถูกบั่นทอนพลังอำนาจและอิทธิพลให้หายไป
และหลังจากนั้นไม่นาน
คำบัญชาการสูงสุดของราชอาณาจักรคัลลามอร์กับกิลด์เออร์มีสก็มาถึงจุดเดือด
และสงครามยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะชนะสงครามครั้งนี้
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องยึดปราสาทและเมืองมาให้ได้อย่างน้อย 10 แห่ง หรือถ้าหากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปกว่านี้ก็คือ
อาณาจักรใดที่อยู่ใกล้เคียงนั้นสามารถตกอยู่ในอันตรายได้นั่นเอง
บนที่ราบอันแสนกว้างใหญ่ที่มีกองกำลังรบอันเหลือล้นแห่งสองราชอาณาจักรกำลังปะทะกัน
ทำให้เหล่าผู้ชมต่างเฝ้าดูจนลืมวันเวลาไปเลยทีเดียว
เพราะว่ามันคือสงครามเต็มอัตราอันสุดยอดนั่นเอง!
หลังจากที่เวลาผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง
ขนาดของกองกำลังแห่งราชอาณาจักรคัลลามอร์ก็เริ่มเล็กลงๆ และจนมุมในที่สุด เหล่าผู้เล่นเลเวลสูงของกิลด์เฮอร์มีสหลายคนต่างก็มาเข้าร่วมสงครามครั้งนี้
แถมเหล่าทหารโดยเฉลี่ยแล้วต่างก็มีค่าประสบการณ์ อุปกรณ์สวมใส่
และเลเวลที่สูงกว่าทั่วไปด้วยซ้ำ ส่วนผู้บัญชาการพลธนู พลนักเวทย์ พลนักดาบ พลหอก
พลเกราะ พลทหารม้าแต่ละคนก็ถูกจัดสรร ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหล่าพลทหารม้าและอัศวินของราชอาณาจักรที่มีเลเวลสูงต่างเริ่มที่จะแสดงจุดอ่อนของพวกเขา
และถูกต้อนจนหลังชนฝา
“เดินทัพ”
“คุมฝั่งตะวันออกเอาไว้และเกาะกลุ่มกันอยู่ตรงกลาง”
มันคือโอกาสของกิลด์เฮอร์มีสที่ได้เตรียมตัวกับการทำสงครามนี้มานานแสนนานเพื่อคว้าชัยชนะให้ได้
เหล่าทหารราบตัดกำลังทางด้านข้างของทหารราชอาณาจักรคัลลามอร์และตีวงล้อมกองกำลังหลัก
พลธนูก็จัดการเก็บบรรดาอัศวินที่มีชื่อเสียงของราชอาณาจักรคัลลามอร์ไปคนแล้วคนเหล่า
โคเดอริมใช้กำลังทั้งหมดที่มีพยายามดึงอัศวินของเขาเพื่อให้ต่อสู้ต่อไปเพื่อเกียรติยศ
ทว่ากิลด์เฮอร์มีสกระจายตัวออกไปจัดการเหล่าอัศวินเหล่านั้นไปแล้ว
“ชัยชนะของเราอยู่ตรงนั้นแล้ว”
บาร์ดเรย์และเหล่าอัศวินทมิฬที่โหยหายการต่อสู้
ฝ่าวงล้อมเข้าไปในดงศัตรู พวกเขาเล็งเป้าไปที่โคลเดอริมผู้ที่กำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพังท่ามกลางพลทหารราบของกิลด์เฮอร์มีส
พวกเขาวางแผนที่จะประกาศชัยชนะของกิลด์เฮอร์มีสให้ทุกคนได้รู้หลังจากที่ฆ่าโคลเดอริมตายแล้ว
******
วีดและซอยูนออกมาจากบ้านของนางสนองพระโอษฐ์ชราและเดินไปตามถนนของราชอาณาจักรโรเซนไฮม์
“โอ้ยยย
โลกที่แสนทุกข์ยากนี้ช่าง…”
“โอ้ยยย
น่ารำคาญชะมัด ทำไมท้องฟ้าถึงได้ปรอดโปร่งขนาดนี้ฟะ ฝนตกลงมาหน่อยสิโว้ย”
“หดหู่ชะมัดเลยเว้ย
ไปแดกเหล้ากันเถอะ”
“แน่นอน
ไปกันเถอะ”
บรรยากาศของบรรดาผู้เล่นภายในป้อมปราการเซราบอร์กไม่ค่อยดีนัก
คงเป็นเพราะกิลด์เฮอร์มีสได้ทำลายกองกำลังของราชอาณาจักรคัลลามอร์จนย่อยยับ
ไม่ใช่แค่เหล่าผู้เล่นที่ชมการถ่ายทอดอยู่ภายในราชอาณาจักรโรเซนไฮม์เท่านั้น
แต่ยังรวมถึงคนทั่วทั้งทวีปเวอร์เซลที่อยู่ภายในร้านเหล้าที่พวกลูกค้าต่างก็พากันเดือดกันไปหมด
แม้แต่สำหรับวีดเอง
ข่าวคราวเกี่ยวกับกิลด์เฮอร์มีสก็สำคัญอย่างมาก
“ท้ายที่สุด
พวกมันก็ชนะจนได้”
ถ้าหากว่ากิลด์เฮอร์มีสถูกทำลายจนพินาศ
มันคงจะเป็นของขวัญที่สวรรค์ประทานมาให้
แต่ว่าเขาไม่แม้แต่จะหวังว่ามันจะออกมาเป็นแบบนี้
วีดมีความรู้สึกว่ากิลด์เฮอร์มีสคงจะชนะตั้งแต่เริ่มแล้วละ
“บนโลกใบนี้
พวกคนเลวๆมักจะได้อยู่ดีกินดีใช้ชีวิตอย่างสวยหรูอยู่เสมอนั่นแหละ”
กิลด์ดังๆพวกนี้ก็คงไม่ต่าง
ถ้าหากว่ากิลด์เฮอร์มีสพ่ายแพ้ไป ก็คงมีคนอื่นเข้ามาแทนที่อีกอยู่ดี
ไม่ว่าใครหน้าไหนก็คงไม่ยอมปล่อยให้วีดมีชีวิตสงบสุขอยู่ดี
เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและหาเงินให้ได้เยอะๆ
คนๆนั้นจะต้องใช้ชีวิตให้ตรงข้ามกับหลักจริยธรรมที่ถูกเขียนเอาไว้เท่านั้นแหละ
และนอกจากมีความคิดแบบนั้นมากวนใจแล้ว
วีดยังต้องเจอกับปัญหากับการที่ต้องมาออกตามหาฟาเบียนอีก
ป้อมปราการเซราบอร์กแห่งราชอาณาจักรโรเซนไฮม์เป็นเมืองที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีพอๆกับเมืองโมราต้า
จากช่วงเวลาอันแสนอัตคัดขัดสนตอนที่เป็นผู้เล่นใหม่
เป็นช่วงเวลาที่ต้องพยายามดิ้นรนหาทุกๆช่องทาง วิ่งไปทุกตรอกทุกซอยเพื่อให้คนมาซื้อประติมากรรมของเขา!
“ฉันจำได้แม้แต่ทางไปภายในตรอกด้วยซ้ำไป”
เส้นทางที่กว้างขวางที่ที่รถลากที่บรรทุกของผ่านไป
หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่ถนนคับคั่งไปด้วยผู้คน
วีดก็ใช้ตรอกซอกซอยเพื่อลดระยะทางในการเดินทาง
ดังนั้นเขาจึงรู้จักเส้นทางเป็นอย่างดีราวกับเดินอยู่บนฝ่ามือของเขาเอง
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานมากและมีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆตั้งขึ้นมาอีกมาก แต่ว่าบริเวณพื้นที่พักอาศัยก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก
“ดอกกระดุมทอง…”
วีดรู้เรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรเป็นอย่างดี
ดังนั้นมันจึงเป็นดอกไม้ที่เขารู้จัก
“ก็แค่ดอกไม่สีเหลืองๆน่า!”
มันเป็นดอกไม้ที่สวย
ดูเรียบง่าย ขนาดปานกลางด้วยกลีบดอกไม้ที่แยกออกจากกัน
“ฉันคิดว่าในตอนนั้นตรอกนี้น่าจะมีดอกไม้สีเหลืองๆโตอยู่บ้างนะ”
วีดเดินเงอะงะไปมาในตรอกด้วยความทรงจำที่เขามีขณะที่เดินผ่านป้อมปราการเซราบอร์กกับซอยูน
ถึงแม้ว่าบริเวณปราสาทจะมีผู้เล่นมากมาย
ทว่าตามตรอกซอกซอยกลับไร้แผงขายและไร้ผู้คนพลุกพล่าน
เหล่าผึ้งและผีเสื้อบินอยู่เหนือมวลดอกไม้ที่เติบโตขึ้นมาตามท้องถนนดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหล
วีดและซอยูนกำลังเดินย่ำผ่านทางตรอกที่สวยงามที่สุดภายในเมืองเซราบอร์ก
“มันค่อนข้างไกลเธอว่าไหม?”
“ก็ไม่เท่าไรหรอกค่ะ”
“คงอยู่แถวๆนี้แหละ
ถ้าเรามีเวลาเราอาจจะได้ลองหารังผึ้งก็ได้ ไม่มีอะไรบำรุงร่างกายได้ดีไปกว่าน้ำผึ้งแล้วละ”
“…”
วีดเจอดอกกระดุมทองอยู่ภายในตรอก
แถมยังเจอบ้านที่มีดอกไม้สีเหลืองบานอยู่ตรงเฉลียงหน้าบ้านอีกสามหลัง
บ้านหลังแรกเป็นของคนสวนที่สนใจเรื่องดอกไม้
“เจ้ามีทักษะการใช้มือที่น่าทึ่งมากจริงๆ!
หากเจ้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้การตัดแต่งดอกไม้
ข้ายินดีจะสอนให้เจ้าตั้งแต่พื้นฐานเลย”
ถ้าหากเป็นวีดคนก่อน
คนที่คิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
เขาคงจะหันหลังกลับแล้วเดินหนีไปก่อนที่จะฟังข้อเสนอจบซะอีก
ทว่าเขาเคยเรียนการแกะสลักและทักษะอื่นๆ
เขาจึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรไร้ประโยชน์ภายในทวีปเวอร์เซล
ดังนั้นเขาจึงยอมฟังคำสอนของคนสวนถึงวิธีการเด็ดกลีบดอกไม้และการตัดกิ่งที่ตายออกไป
|
ติ้ง!
|
|
ทักษะ: ศาสตร์แห่งการตัดแต่งดอกไม้
|
|
การตัดแต่งดอกไม้: ทักษะที่ใช้เพื่อปลูกและการตัดแต่งไม้ดอกและต้นไม้!
|
|
ระดับของทักษะและค่าความใกล้ชิดกับผืนดินและพืชพันธุ์เพิ่มขึ้นเมื่อดอกไม้และต้นไม้เติบโตขึ้นเป็นอย่างดี
|
|
ดอกไม้ที่เบ่งบานเต็มที่สามารถจัดใส่แจกันดอกไม้เป็นเครื่องประดับได้
|
|
ด้วยการเรียนรู้ทักษะการตัดแต่งดอกไม้
ค่าความใกล้ชิดกับธรรมชาติเพิ่มขึ้น 3
|
มันเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการช่วยให้ทักษะแกะสลักมหาภัยพิบัติสำแดงฤทธิ์เดชของมันได้มากยิ่งขึ้น
การได้เห็นวีดเรียนรู้ทักษะนี้
ซอยูนจึงเอาอย่างวีดและเรียนรู้ทักษะตัดแต่งดอกไม้ด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ทักษะของวีดอยู่ที่ขั้นต้นเลเวล 1
“ต่อไปฉันคงต้องปลูกดอกไม้ที่คฤหาสน์ของลอร์ดที่เมืองโมราต้าเอาไว้เยอะๆซะแล้ว”
ด้วยเอฟเฟคของผลงานระดับมาสเตอร์พีชที่วีดแกะสลักไว้
เทศกาลดอกไม้ป่าได้เกิดขึ้นภายในเมืองโมราต้า
แน่นอนว่าแค่มองดูดอกไม้ก็รู้สึกดีแล้ว
แต่ว่าถ้าหากมันไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี พวกวัชพืชกับเถาไม้ที่โตขึ้นคงทำลายมันแน่ๆ
แต่เมื่อใดก็ตามที่คนเรารู้จักใช้มือของพวกเขา
พืชพันธุ์ก็จะสามารถหาที่ของมันเจอจนได้และเบ่งบานออกมาเป็นความงดงาม
ทักษะหัตถกรรมและค่าสถานะทางศิลปะของวีดนั้นอยู่ในระดับที่น่าตกใจมาก
และด้วยรสนิยมที่ถูกกลั่นกรองผ่านทางการแกะสลักของเขา
จากนั้นถ้าหากเขาเริ่มเตรียมดินเพาะปลูกโดยเริ่มจากเมล็ดพันธุ์
เขาคงจะสามารถทำแปลงดอกไม้และปลูกต้นไม้ออกมาได้น่าทึ่งมากแน่ๆ
“เพื่อเป็นของที่ระลึกที่เจ้าได้เรียนรู้ทักษะตัดแต่งดอกไม้
ข้าจะให้ของขวัญกับเจ้า”
|
ท่านได้รับดอกซอเรลสีขาวที่เป็นของขวัญจากคนสวนเจนกิ้นส์
|
คนสวนมอบช่อดอกไม้กลีบสีขาวช่อหนึ่งให้กับวีดและซอยูน
“นี่คงจะถือว่าเป็นการตัดแต่งดอกไม้ครั้งแรกของฉันนะ”
สำหรับวีดแล้ว
การจัดแจกันดอกไม้เป็นเรื่องกล้วยๆ
“แต่ว่าปลูกดอกไม้ระหว่างการเดินทางออกผจญภัยคงยุ่งยากมากเกินไป
รอตรงนี้ก่อนนะ”
วีดหยิบดอกไม้สีขาวขึ้นมาและปักลงบนผมของซอยูน
ไม่มีเหตุผลใหญ่ๆอะไรที่จะทำมัน เขาก็แค่ต้องการที่จะลองทำมันซักครั้งเท่านั้นเอง ซอยูนแอบแตะดอกไม้ขาวนั่นและมองมันแบบเขินอาย
|
ติ้ง!
|
|
ทักษะการตัดแต่งดอกไม้เพิ่มขึ้นเป็นขั้นต้นเลเวล
2
ดอกไม้และต้นไม้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
|
|
อัตราความเร็วการเติบโตเร็วขึ้น
|
|
ความใกล้ชิดกับธรรมชาติเพิ่ม
2
หน่วย
|
|
ค่าชื่อเสียงเพิ่มขึ้น
25
หน่วย
|
ดอกไม้ที่คนสวนให้มานั้นเป็นพันธุ์ที่เติบโตได้ง่าย
และความสามารถในการแทรกแซงของค่าสถานะทางศิลปะและทักษะหัตถกรรมของวีด
ระดับของทักษะเพิ่มขึ้นมาในชั่วอึดใจเท่านั้น แถมอีกอย่างดอกไม้นั่นเหมาะกับซอยูนมากจริงๆ
จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาได้รับค่าความเชี่ยวชาญทักษะมากมาย
ด้วยดอกไม้ขาวที่ปักอยู่บนผมของเธอ
ซอยูนจึงดูสวยมากจริงๆ แถมยังให้ความรู้สึกน่ารักออกมาอีก ซอยูนเองก็ทัดดอกไม้ไว้ที่ข้างหูของวีด
แล้วหน้าต่างข้อความก็เด้งขึ้นมาหน้าเธอเช่นกัน
|
ค่าความเชี่ยวชาญทักษะการตัดแต่งดอกไม้ค่อยๆเพิ่มขึ้น
|
ดอกไม้สีขาวที่ปักอยู่ที่วีดตายในพริบตา
ราวกับว่ามีพลังงานที่มองไม่เห็นดูดซับสารอาหารไป!
“ฉันว่าดอกไม้นั่นไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรเลยเนาะ”
วีดคิดอย่างนั้นจริงๆ
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ความจริงแต่ในใจเขาก็อยากจะเชื่ออย่างนั้น
เพื่อที่จะตามหาฟาเบียนให้พบ
พวกเขาจึงไปที่บ้านหลังที่สอง
แต่ว่าภายในบ้านหลังนั้นกลับเป็นเด็กๆที่กำลังรอพ่อแม่ของพวกเขากลับบ้าน
“พวกเขาออกไปขายดอกไม้ที่ตลาดน่ะฮะ
แม่ของผมรู้จักที่ที่ดอกไม้สวยๆเบ่งบานเยอะๆที่อยู่ภายในเมืองเซราบอร์กด้วยนะฮะ”
“พวกปีศาจกอบลินปรากฎตัวอยู่บ่อยๆ
ดังนั้นจึงยากมากที่จะเด็ดดอกไม้พวกนั้นในช่วงนี้
คงจะดีไม่น้อยเลยถ้ามีใครกำจัดมัน…สำหรับเราแล้วมันสำคัญมากจริงๆนะค่ะ
แต่หนูคิดว่าคงจะง่ายมากสำหรับพี่สินะค่ะ หนูไม่มีรางวัลดีๆให้พี่เลยถ้าพี่กำจัดพวกกอบลินได้
งั้นหนูจะขอให้คนอื่นช่วยจัดการก็แล้วกัน”
ค่าชื่อเสียงของวีดนั้นสูงมาก
มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กๆที่จะให้ภารกิจกับเขา
พอๆกับซอยูนที่มีค่าชื่อเสียงและเลเวลที่สูงพอๆกัน
พวกเขาจึงไม่ยอมรับทำภารกิจด้วยการครุ่นคิดอย่างรอบคอบ
แล้วก็มาถึงบ้านหลังที่สาม!
คุณยายที่มีริ้วรอยยับย่นกำลังนั่งอยู่ตรงธรณีหน้าต่างกำลังจ้องมองไปที่ดอกไม้สีเหลือง
“ใช่ท่านฟาเบียนหรือเปล่าครับ?”
“เด็กหนุ่มผู้มาตามหาข้า
เจ้ามีธุระอันใดหรือ?”
“ผมมาที่นี่เพื่อถามบางอย่างเกี่ยวกับราชินีเอเวนครับ”
“มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาคุยกันตามถนนนะ
เข้ามาในบ้านก่อนสิ”
เมื่อประตูถูกเปิดออก
วีดและซอยูนก็ผลักตัวเข้าไปข้างในบ้าน
“กินนี่ก่อนสิ
ตอนที่พวกเจ้าถามคำถามข้า พวกเจ้าไม่ควรที่จะอดอาหารนะตอนที่ยังเป็นเด็กแบบนี้อยู่”
อาหารที่ฟาเบียนเอามาให้พวกเขาทานคือ
หัวมันต้ม
การที่พวกเขาสามารถทำภารกิจภายในเมืองเซราบอร์กให้สำเร็จได้
พวกเขาจึงถูกเลี้ยงอาหารพวกเขาแต่แบบนี้แน่ๆ ความจริงแล้ว
หนึ่งในธุรกิจที่รุ่งเรืองที่สุดภายในเมืองนี้ก็คือ อุตสาหกรรมการอาหาร มันไม่ใช่เพียงแค่อาหารแบบเก่าๆแบบอนุรักษ์นิยมเท่านั้นที่คนนิยมทาน
แต่ว่าอาหารตามภัตตาคาร ร้านสเต็ก และบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลก็ได้รับความนิยมเช่นกัน หรือแม้แต่การรู้จักใช้ความกล้าได้กล้าเสียเปิดภัตตาคารพิเศษที่ขายเนื้อมอนสเตอร์ออกมาเป็นอาหาร
“งั่ม งั่ม
นี่อร่อยจริงๆครับ”
“ดีจริงๆที่ได้เห็นเจ้ากินได้อย่างเอร็ดอร่อย ข้ามีหัวมันเยอะมาก
กินเท่าที่เจ้าต้องการเลยนะ”
“จะขอมากเกินไปไหมครับถ้าผมจะห่อไปกินระหว่างเดินทางด้วย?”
“ข้าได้ยินมาบ้างว่าเจ้าเป็นนักผจญภัยที่ค่อนข้างโด่งดัง…คงไม่เป็นปัญหาหรอกที่ข้าจะห่อให้เจ้าซักตะกร้าหนึ่ง”
แม้ว่าจะมีบทสนทนาแบบนั้นกำลังถักทออยู่
วีดก็ยังปอกเปลือกหัวมันพวกนั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
จบตอน
ผู้แปล:
Cole’s Myth
Editor: แอดชิน เพจ
เราอ่านนิยายแปล